Articles

[Review] Final Fantasy X | X-2 HD Remaster

6 Jul 19, 16:08 Game Review
[Review] Final Fantasy X | X-2 HD Remaster
  • แพลตฟอร์ม : Nintendo Switch
  • คะแนน : 9/10 (Excellent)

ปี 2001 ถือเป็นปีที่อุตสากรรมเกมนั้นคึกคักมากๆ เมื่อมีการเปลี่ยนไปใช้ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งเกม 3D อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง Final Fantasy X คือก้าวแรกของ Square ที่พาตัวซีรีส์ Final Fantasy ก้าวเข้าสู่ PlayStation 2 และได้มีการทำภาคต่ออย่าง Final Fantasy X-2 ออกมา เพื่อแก้ไขตอนจบในตัวเกมภาคแรกที่แฟนๆ ไม่ค่อยพอใจซักเท่าไหร่ ตอนนี้ทั้ง 2 เกม ได้ถูกทำใหม่ในกราฟฟิกระดับ HD พร้อมชื่อใหม่อย่าง Final Fantasy X | X-2 HD Remaster ซึ่งมีกราฟฟิก เสียง แสง และสีที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก และมันยังคงเป็น RPG ที่ยอดเยี่ยมตลอดกาลไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แม้ว่า Final Fantasy X จะนำเสนอเรื่องราวที่ชวนสับสนมากที่สุดในซีรีส์ มันค่อยๆ เริ่มเรื่องราวของการรวมกลุ่มของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องออกเดินทางเพื่อช่วยกอบกู้โลก จากสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ถูกเรียกว่า Sin ตัวเกมมีการเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจผ่านตัวละครอย่าง Tidus ตัวเอกผมบลอนด์ ผู้กล้าหาญ ซึ่งถูกส่งมายังโลกอนาคตในอีก 1,000 ปีต่อมาในอนาคต และพบรักกับ Yuna สุดยอด Summoner สาวผู้แบกชะตากรรมที่หนักอึ้งไว้กับตัว และเป็นเหตุผลของการเดินทางในตอนแรกของเหล่าตัวละครทุกตัว

ในการเดินทาง เราจะได้ค่อยๆ รู้จักเหล่าตัวละครแต่ละตนไปทีละตัว ธรรมชาติของ Sin ศาสนาที่ชื่อว่า Spira สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ จนเกิดคำถามขึ้นหลายคำถามว่า Square สร้างโลกเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร ? มันเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจง อุดมการณ์ที่หลากหลายของแต่ละกลุ่มคน ซึ่งทำให้เราเชื่อว่าโลกใบนี้ล้วนมีส่วนที่สอดคล้องกันทั้งหมด แม้บางอย่างดูจะไม่สำคัญก็ตาม

ทั้งนี้ในบางจังหวะของเรื่องราวในตัวเกมบางครั้งจะเต็มไปเรื่องที่เสียดสีสังคมบ้าง แต่มันกลับมีเรื่องราวที่แข็งแรง และมีทิศทางที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย พูดง่ายๆ ว่า Final Fantasy X มักหักมุมทุกครั้ง ที่เราเดา และเชื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามเรื่องราวของตัวเกมแม้จะถูกยอมรับแล้วว่ายอดเยี่ยม แต่มันก็ค่อนข้างยาว และค่อยเผาไหม้ไปทีละช้าๆ ซึ่งหากเราไม่มีเวลามากพอที่จะดื่มด่ำเข้าสู่โลกที่เต็มไปวัฒนธรรม และแฟนตาซีที่ห่างไกล ตัวเกมอาจถูกมองว่ามันดำเนินเรื่องราวได้ช้าจนเกินไป หรือมันอาจไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปของเราก็ได้

Final Fantasy X ถือเป็นภาคใหม่ที่กล้าหาญสำหรับการกระโจนสู่ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ในยุคนั้นๆ แม้ว่าตัวเกมจะยังคงไว้ด้วยประสบการณ์เล่นแบบเดิมๆ แต่ก็มีหลายอย่างที่ถูกปรับและแก้ไขใหม่ อย่างเช่นระบบ Conditional Time-Based (CTB) Battle System ระบบใหม่ที่มาแทนที่ระบบ ATB โดย CTB นั้นเป็นระบบการเล่นที่ช้ากว่า แต่เอื้อต่อการใช้ความคิดในการทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้มากกว่า โดย CTB เป็นระบบทำงานที่คล้ายๆ กับระบบ turn-based ทั่วๆ ไป แต่ลำดับของตัวละครจะแสดงอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นการบอกว่า ตัวละครตัวไหนจะเป็นตัวที่ถูกสั่งการในเทิร์นหน้า และถ้าหากเราวางแผนดีๆ เราสามารถทำให้เกิดเทิร์นต่อเนื่อง ก่อนถึงเทิร์นศัตรูได้ เช่นปราบศัตรูบางตัวก่อน เพื่อให้ได้เทิร์นเพื่มขึ้นแก่ตัวละครที่มีลำดับเทิร์นรออยู่

สิ่งต่างๆ จะสับสนมากขึ้น เมื่อเราต้องเริ่มฟอร์มทีมปาร์ตี้ แม้ว่าตัวเกมจะให้เราใส่ตัวละครเข้าไปต่อสู้ได้เพียง 3 ตัวละครเท่านั้น แต่มันก็ยืดหยุ่นพอให้เราสลับตัวละครอื่นๆ เข้ามาใช้ได้ ซึ่งช่วยให้เราปรับระดับตัวละครหลายๆ ตัวไปพร้อมๆ กันได้ โดยไม่ต้องปล่อยทิ้งไว้ตามทาง หรือย้อนกลับไปปรับระดับให้ในภายหลัง อย่างไรก็ตามระบบนี้มักให้เราได้ใช้งานบ่อยๆ เพราะตัวเกมจะเต็มไปด้วยเหล่าศัตรูที่หลากหลาย ซึ่งบางครั้งเราต้องใช้ตัวละครที่มีลักษณะเฉพาะในการจัดการ ซึ่งนี่ถือเป็นองค์ประกอบหลักของตัวเกม สำหรับการโจมตีจุดอ่อนของศัตรู และปกป้องจุดอ่อนของตนเอง โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้สัมผัสเกี่ยวกับองค์ประกอบของการเล่นแบบทีมอย่างต่อเนื่อง และถือว่าเป็นส่วนที่น่าประทับใจมากๆ สำหรับความมีอิสระในระบบ turn-based ของตัวเกม

เหมือนกับระบบต่อสู้ ความแข็งแกร่งของตัวละครใน Final Fantasy X ได้ทำการใช้ระบบใหม่เช่นกัน ซึ่งมันจะไม่ใช่ระบบเพิ่มเลเวล ที่พัฒนาตัวละครของเราไปในเส้นตรง โดยตัวละครทุกตัวที่เข้าต่อสู้จะได้รับค่าประสบการณ์ใน Sphere Levels ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ใน Sphere Grid กระดานที่เต็มไปด้วยจุดเชื่อมต่อมากมาย และเป็นตัวแทนของค่าสเตตัส ความสามารถพิเศษ และการเพิ่มพลัง โดยตัวละครแต่ละตัวจะมีจุดเริ่มต้นบน Sphere Grid ที่ต่างกัน และเราต้องใช้ Sphere Levels ในการสร้างเชื่อมรอยต่อแต่ละโหนดให้กลายเป็นเส้นทางต่างๆ โหนดที่ถูกปลดล็อคแล้ว จะเป็นพลังและความสามารถของตัวละครนั้นๆ โดยเราเลือกที่จะไม่ปลดล็อคมันก็ได้ เพื่อเก็บแต้มไปปลดล็อคโหนดอื่นๆ แทน

ในตอนแรก Sphere Grid จะเป็นประสบการณ์เชิงเส้นที่พาตัวละครของเราไปยังตำแหน่งต่างๆ เท่านั้น แต่มันจะดูน่าสนใจขึ้นทันที เมื่อเราปลดล็อคเส้นทางไปจนเจอตัวละครอื่นๆ และสามารถนำเส้นทางมาเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งโหนดที่ปลดล็อคต่างๆ จะผสานกัน สิ่งนี้จะทำให้ตัวละครแต่ละตัวแข็งแกร่งขึ้นไปพร้อมๆ กับตัวทีม ระบบนี้ค่อนข้างอิสระ และเปิดกว้างมากๆ ซึ่งอาจไม่ถูกใจมากนักสำหรับคนที่ไม่ชอบอิสระที่เปิดกว้างมากขนาดนี้ และแม้ว่า Final Fantasy X จะเป็นเกมที่มีเรื่องราวค่อนข้างเป็นเส้นตรงอย่างชัดเจน ทางค่าย Square ก็ได้เพิ่มความหลากหลายให้กับตัวเกม ด้วยการเพิ่มมินิเกมต่างๆ เข้ามา โดยหนึ่งในที่เด่นที่สุดก็คือ Blitzball กีฬาที่เหมือนกับโปโลน้ำ แต่ต้องแข่งขันกันใต้น้ำ และแบ่งทีมออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 6 คน พาลูกบอลไปปาใส่ประตูฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาสองนาทีครึ่ง ฝ่ายที่ทำแต้มได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ นี่เป็นมินิเกมที่ดี สามารถทำสถิติต่างๆ ได้ และได้ความยาวของตัวเกม รวมไปถึงความซับซ้อน พอเล่นบ่อยๆ ก็สามารถทำให้เราเบื่อมันได้อย่างรวดเร็วพอสมควร เพียงแต่ว่ามินิเกมนี้จะมีความสัมพันธ์กับเควสหลักของตัวเกม และมันคุ้มค่าที่เราจะเล่นมัน

Final Fantasy X ถูกยืนยันแล้วว่ามันคือตัวเกมเพลย์แบบคลาสสิค ที่ควร remaster กลับมาเล่นใหม่ แต่สำหรับ Final Fantasy X-2 ละ มันคืออะไร ? โดย Final Fantasy X-2 ถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์ Final Fantasy ที่ทำการทำภาคเสริมออกมา เพื่อนำเสนอเรื่องราวต่อจากภาคแรก แต่มันกับให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากภาคแรกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ในปัจจุบันก็ยังมีเหล่าแฟนๆ ที่ถกเถียงถึงข้อดีของตัวเกมในภาคนี้อยู่ แต่เมื่อเราโฟกัสไปที่ตัวเกมจริงๆ เราจะพบกับประสบการณ์ที่หลากหลายมากกว่าภาคแรก แบบที่ไม่เหมือนกันเลย

Final Fantasy X-2 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดจบของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาคแรก โดยตัวเกมถูกปล่อยออกมา หลังจากจำหน่ายภาคแรกออกไปแล้ว 2 ปี เป็นเรื่องราวหลังภาคแรก ที่เราได้ปราบ Sin ลงได้แล้ว พร้อมกับสิ่งแลกเปลี่ยนที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ในภาคนี้เราจะได้เห็นการเดินทางครั้งใหม่ของ Yuna ในยุคทอง ที่ไม่มี Sin อยู่อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แทนที่ตัวเกมจะมากับอารมณ์ที่เศร้าหมอง ติดดิน มิตรภาพ และการเสียสละ Final Fantasy X-2 กลับไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลย มันมาพร้อมกับเรื่องราวไร้สาระ สีสัน ที่พร้อมจะมอบความสุขให้กับเหล่าแฟนๆ มากกว่า

ในภาคนี้ Yuna จะเดินทางไปรอบโลกร่วมกับ Rikku และ Paine ในฐานะแก๊งค์สาวที่มีชื่อว่า Gullwings พวกเธอบินไปทั่ว Spira เพื่อค้นหาสมบัติล้ำค่าในที่ต่างๆ แน่นอนว่าเหตุผลไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นการหาวิธีนำ Tidus กลับมานั่นเอง อย่างไรก็ตามในการเดินทางนี้เราจะตกเข้าสู่การเมือง กับกลุ่มที่แย่งกันเข้าควบคุม Spira ดังนั้นการที่เราเล่น Final Fantasy X แล้วเปลี่ยนมาเล่น Final Fantasy X-2 ทันที มันอาจทำให้คุณสับสนพอสมควรกับสิ่งที่เปลี่ยนไป โดย Yuna ยังคงเป็นตัวละครตัวเดิมจากภาคก่อนๆ ในขณะตัวละครใหม่ๆ ตัวอื่น จะพาเราเข้าสู่ความแปลกประหลาดของเกมเกมนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวใน Final Fantasy X-2 ค่อนข้างให้ประสบการ์ที่สนุกสนานสมบูรณ์ มันคือการเปลี่ยนอารมณ์ที่หนักอึ้งในภาคก่อน มาสู่ภาคที่มีเรื่องราวที่แทบไม่มีความผิดหวังเลย เสียดายที่มันตื้นไปหน่อย โดยความจริงแล้ว Final Fantasy X-2 เป็นเกมภาคต่อโดยตรง และที่ไม่เป็นแค่ส่วนเสริม เพราะมันมอบประสบการณ์เฉพาะตัวของมันเองออกมานั่นเอง

สิ่งที่แตกต่างมากที่สุดของภาคนี้ คือเรื่องราวที่ไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป ตัวเกมจะให้เราออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะหาความลับต่างๆ ทำเควสย่อยๆ ไปจนถึงการออกล่าสมบัติ ทั้งนี้ในการดำเนินเรื่องหลัก จะมีทางแยกเล็กๆ ให้เราได้นอกลู่นอกทางไปเล่นเสมอๆ และเราควรทำ เพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ของเราให้ดีอยู่ตลอด รวมไปถึงเควสย่อยๆ เหล่านี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น อีกทั้งมันยังสะท้อนเรื่องราวของโลก หลังจากที่ไม่มี Sin อยู่อีกแล้ว Final Fantasy X-2 จึงคือส่วนของอิสระ และการเล่นเพื่อเก็บมิสชั่นต่างๆ เป็นหลัก

Final Fantasy X-2 สานต่อระบบหลายๆ อย่างของ Final Fantasy X เพื่อให้ตัวเกมมีระบบการเล่นที่เร็วขึ้น และสนุกมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้มันมาพร้อมกับ Active Time Battle ระบบต่อสู้ใหม่ที่มาแทนระบบ CTB โดยเป็นระบบที่แต่ละตัวละครจะเริ่มเทิร์นทันทีเมื่อเกจของตนเองเต็ม เพียงแต่ว่าเมื่อถึงเทิร์นแล้วเกจของตัวละครอื่นๆ จะไม่หยุด นั่นทำให้เกิดการต่อสู้ที่ต่อเนื่อง วุ่นวาย และรวดเร็วมากๆ และเปลี่ยนการต่อของตัวเกมเป็นแบบ live-action มากกว่าเป็นในรูปแบบ turn-based เหมือนในภาคแรก นั่นทำให้การควบคุมเวลาในการเล่นเป็นเรื่องที่เน้นเป็นหลัก และระบบคอมโบตัวใหม่ก็เกี่ยวพันกับเรื่องนี้ โดยการโจมตีที่เวลาไล่เลี่ยกันจะถือเป็นคอมโบทั้งหมด และการสร้างคอมโบก็จะสร้างค่าความเสียหายที่มากขึ้น ดังนั้นเราต้องทราบก่อนว่าการโจมตีบางอย่าง ถ้าทำให้มันประสานกันได้ มันจะเกิดประโยชน์มากกว่า

และดูเหมือนว่าระบบเดิมจะไม่ดีพอ Final Fantasy X-2 ยังพาระบบเก่าๆ อย่างระบ Jobs กลับมา แต่ใช้งานได้ยืดหยุ่นกว่า โดย Jobs ในตัวเกมจะถูกเรียกว่า Dresspheres ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนไปมาได้ในทันทีในระหว่างการต่อสู้ ทำให้มันเกิดการสร้างปาร์ตี้ที่สมบูรณ์ขึ้นมา อย่างไรก็ตามตัวละครแต่ละตัวจะมีจุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเอง และจะเป็นทางที่ดี ถ้าเราโฟกัสไปที่สายอาชีพซึ่งเหมาะสมกับตัวละครนั้นๆ ทั้งนี้ตัวละครของเราเป็นเหมือนของเหลวที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงไม่จำกัด จนแทบไม่เหลือจุดอ่อนในทีมเลย เพราะเราสามารถสลับอาชีพแก้ไขจุดผิดพลาดได้อย่างสมบูรณ์ และระดับของอาชีพแต่ละอย่างใน Dressphere จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนการใช้งานของเรา และยิ่งเลเวลมากขึ้น เราก็จะเข้าถึงสกิล และความสามารถใหม่ๆ ได้มากขึ้น ทั้งนี้เราสามารถตั้งค่าความก้าวหน้าของตัวละครในสายอาชีพได้ง่ายๆ เพียงหยุดเกมและเปิดเมนูขึ้นมาจัดการ ซึ่งระบบก็จะแสดงข้อมูลที่จะเผยต่อไปในอนาคตทั้งหมดออกมา

แน่นอน Square ไม่ได้ต้องการทำให้ระบบเปลี่ยนอาชีพนั้นพัง ตัวละครเราจึงมีสายอาชีพได้ตามที่มีใน Garment Grid โดย Garment Grid จะถูกหยิบขึ้นมาใช้ตลอดทั้งเกม เพื่อรับรางวัลจากเควส และสมบัติ โดยแต่ละอย่างจะนำเสนอเราด้วยโหนดที่เชื่อมต่อกันทีแตกต่าง โดยเราสามารถวาง Dresspheres ของเราลงไปได้หลายตัว ทั้งนี้เราสามารถย้ายได้ทีละโหนด ต่อการเปลี่ยนเดรส โดยเราจะต้องเน้นว่าเราจะจัดกลุ่มความสามารถอย่างไร และ Garment Grid ส่วนใหญ่จะนำเสนอโบนัสสเตตัสเล็กน้อยระหว่างโหนดเฉพาะในการต่อสู้ ระบบ Garment Grid เป็นระบบการพัฒนาตัวละครที่น่าสนใจ ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์แค่การสร้างข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นของตัวละครในการต่อสู้ขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันมันยังช่วยให้เราจัดระเบียบ และแยกความเชี่ยวชาญของตัวละครต่างๆ อย่างชัดเจน ผ่านการแบ่ง Garment Grid ที่เหมาะกับบทบาทของตัวละครนั้นๆ

เรื่องเพลง สำหรับ X และ X-2 ถือเป็นความแตกต่าง แต่สุดยอดในแต่ละสายอย่างชัดเจน X มาพร้อมกับเพลงในเครื่องดนตรีรูปแบบเปียโนที่น่าทึ่ง ซึ่งเน้นควบคู่ไปกับธีมเกม ส่วน X-2 มาในแนวดนตรีแจ๊ส ซึ่งนำ Bayonetta-esque มาผสมเข้ากับ J-pop ดังนั้นหากเราสลับเล่นทั้ง 2 ภาค คุณจะรู้สึกว่ามันต่างกันทันที ดังนั้นเน้นเล่นเป็นภาคๆ ตามลำดับจะดีกว่า อย่างไรก็ตามเพลงจากแต่ละภาค ล้วนนำเสนอออกมาได้ตรงธีมทั้งหมด และมันยอดเยี่ยม อย่างน้อยที่สุดเพลงใน Final Fantasy X จัดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในซีรีส์ทั้งหมดแล้วก็ว่าได้

Final Fantasy X เป็นดั่งภาคที่ไหลนุ่มเหมือนกระแสน้ำ ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง และพาตัวซีรีส์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในขณะที่ Final Fantasy X-2 ไม่ได้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่า แต่ทั้งสองภาคก็ยังคงเป็นเกมแฟนตาซีผจญภัยที่ยอดเยี่ยมเหนือกว่าเกมใหม่ๆ ในปัจจุบันในตอนนี้อีกหลายสิบเกม หรือจะนับแค่บน Switch อย่างเดียว มันก็ยังคงโดดเด่นอยู่ดี และมันยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเมื่อเกมทั้งสองภาคมารวมกันอยู่ในเพ็คเกจเดียว รวมถึงเป็นเกมที่ได้รับการแก้ไข และปรับปรุงใหม่ทั้งหมด มันจึงยังคงดูสดใหม่ และน่าหยิบมาเล่นอยู่เสมอ Final Fantasy X / X-2 HD Remaster มันสร้างชื่อ และประสบความสำเร็จด้วยตัวของตนเอง พร้อมนำเสนอการเล่นเกม RPG สุดคลาสสิกในช่วงเวลาที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

__แหล่งที่มา nintendolife.com__

Copyright © 2020 GGKeyStore All rights reserved.
Privacy Policy | Terms of Service