Articles

[Review] Atelier Lulua: The Scion of Arland

6 Jul 19, 16:26 Game Review
[Review] Atelier Lulua: The Scion of Arland
  • แพลตฟอร์ม : Nintendo Switch
  • คะแนน : 8/10 (GREAT)

ในปี 1997 คือปีแรกของการเปิดตัวซีรีส์ Atelier มันไม่เหมือนกับเกม JRPG ทั่วๆ ไป โดยปกติแล้วเกม Atelier จะไม่ได้โฟกัสไปที่ชะตากรรมของโลก หรือสิ่งชั่วร้ายที่มาบุกโลกมากนัก ตัวเกมมุ่งเป้าไปที่ระบบเกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุ หรือการสังเคราะห์เป็นหลัก โดยเอาเรื่องเรื่องราวของตัวละครเอกเป็นเรื่องรองลงมา ซึ่ง Atelier Lulua: The Scion of Arland เป็นตอนจบของเรื่องราวไตรภาคของซีรีส์ Arland ที่ปล่อยออกมาเมื่อครั้งบนแพลตฟอร์ม PS3 ตัวเกมในภาคนี้คือการรวมขององค์ประกอบต่างๆ ของซีรีส์ Mysterious มาเข้าด้วยกัน และเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของตัวแฟรนไชส์

Atelier Lulua: Scion of Arland จะดำเนินเรื่องราวผ่าน Lulua นักเล่นแร่แปรธาตุอายุน้อย ผู้เป็นลูกสาวของตัวเอกคนก่อนอย่าง Rorona เธอค่อนข้างเอาแต่ใจ และอ่อนไหวได้ง่าย การเรียนรู้ด้านการเล่นแร่แปรธาตุของ Lulua ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เมื่อจู่ๆ เธอโดนหนังสือเล่นใหญ่กระแทกเข้าใส่หัว มันเป็นหนังสือที่ชื่อว่า Alchemyriddle ซึ่งจะจะปรากฎรายละเอียดวัตถุดิบต่างๆ ในหน้าว่างเปล่าตามสิ่งของที่เธอต้องการเล่นแร่แปรธาตุออกมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการผจญภัยในครั้งนี้ เพื่อออกตามหาความลับของ Alcehmyriddle

Atelier Lulua: The Scion of Arland เป็นภาคที่ได้รับการยืนยันว่า เนื้อเรื่องไม่ได้ยอดเยี่ยมที่สุด ถึงแม้ตัวภาพอนิเมะจะทำออกมาได้ดีก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยตัวละครน่ารักๆ และความสามารถพิเศษมากมาย มันก็มากพอแล้วที่จะให้เราได้ลงทุนกับตัวเกม และแม้เนื้อเรื่องของตัวเกมจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ตัวพล็อตของแต่ละตัวละครก็ยังค่อนข้างหนา เพียงแต่ว่ามันยังถูกเขียนออกมาให้เราได้เชื่อได้อย่างไม่สมบูรณ์นัก เรารู้สึกว่ามันเป็นบทที่ดูไม่แพงในบางสถานการณ์ เหมือนตัวนักเขียนหมดไอเดียยังไงยังงั้น

แต่ถึงกะนั้นก็อย่าไปใส่ใจกับเรื่องราวที่ว่าไปนัก เพราจุดแข็งของเรื่องราวในเกมจริงๆ ก็คือเด็กสาวในชุดสีชมพู ที่วิ่งไปรอบๆ เพื่อต่อสู้กับมอนสเตอร์ในป่า และเลือกเก็บดอกไม้ รังผึ้ง หรือสิ่งต่างๆ เพื่อนำมันมาผสมให้เข้ากันภายในหม้อของเธอ และนั่นทำให้ Atelier Lulua: Scion of Arland เป็นเกมที่โฟกัสไปยังความบันเทิงในการเล่นแทน ทั้งนี้แก่นของความก้าวหน้าในตัวเกมเพลย์ คือศูนย์กลางรอบๆ Alchemyriddle ที่ในแต่ละหน้าจะมาพร้อมกับภารกิจ ซึ่งจะให้รางวัลเป็นสูตรเล่นแร่แปรธาตุใหม่ๆ แก่เรา โดยบางครั้งเราก็ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวให้ดำเนินต่อไป แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจเพื่อเอาอุปกรณ์ที่ดึขึ้นกว่าเดิมเสียมากกว่า โดยเป้าหมายของเราก็มีตั้งแต่ไปยังสถานที่ใหม่ๆ การพูดคุยกับ NPC ในบางสถานที่ ไปจนถึงการใช้ไอเทมบางอย่างให้ครบจำนวน มันเป็นภารกิจเล็กๆ ที่ไม่แตกต่างไปจากเกม JRPG ทั่วๆ ไป แต่มันก็มีเควสที่น่าสนใจออกมาเรื่อยๆ ให้เราได้ทำอย่างไม่หยุดหย่อน และบ่อยครั้งเราไม่สามารถทำภารกิจให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวได้ ซึ่งเราก็สามารถไปทำภารกิจอื่นๆ ได้ก่อน โดยบางครั้งภารกิจต่างๆ อาจเป็นตัวบอกใบ้ให้เราย้อนกลับไปทำภารกิจก่อนหน้าให้สำเร็จก็เป็นได้

Alchemyriddle เป็นไอเดียที่น่าสนใจ มันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเกมให้เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แต่จุดแข็งของตัวเกมจริงๆ แล้ว อยู่ที่ระบบคราฟไอเทมมากกกว่า การสำรวจทั่ว Arland ในท้ายที่สุดจะช่วยให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้น และด้วยระบบคราฟ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของตัวเกม มันจึงมีการใช้งานที่ลึกกว่าเกมทั่วๆ ไป โดยแต่ละสูตร จะเรียกร้องวัตถุดิบคลาสที่แตกต่างกัน และแต่ละคลาสเหล่านี้ มีรายการไอเทมจำนวนมาก ที่สามารถหยิบมาใช้งานได้ ไอเทมเหล่านี้แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกัน เช่น snow stone เพิ่มพลังให้ธาตุน้ำแข็ง ส่วน phlogiston เพิ่มพลังให้ธาตุไฟเป็นต้น โดยปริมาณที่เราใช้ในการคราฟ จะมีผลต่อความสามารถที่แสดงผลออกมา และยังไม่หมดเท่านั้น ด้วยความสามารถที่แสดงผลแตกต่างกันเหล่านี้ ยังสามารถนำมาใช้ถ่ายโอนกันได้อีกด้วย เช่น เปอร์เซ็นต์ในการบัฟ หรือการรักษา หรือความสามารถในการสร้างสถานะแก่ศัตรู เราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาผสมเข้าด้วยกัน ผ่านการ Boot ไอเทม เพื่อทำการดัดแปลงเพิ่มเติมแก่ไอเทมที่เราจะสร้างออกมาในท้ายที่สุด

แน่นอนว่ามันคงเป็นเรื่องยาก ที่เราจะควบคุมคุณภาพของไอเทมแต่ละชิ้นให้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันทั้งหมด ข้อดีคือ ระบบไม่ได้บังคับอะไรในการผสม หรือคราฟไอเทมของเราเลย เราสามารถเลือกของอะไรก็ได้ มาผสมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งที่เราต้องการขึ้นมา นั่นทำให้เราไม่ต้องไปโฟกัสที่ถูกหรือผิด และไม่ต้องไปเน้นเพิ่มพลังนู่นนี่ เพื่อจัดการบอสในท้ายที่สุดแต่อย่างใด แต่สำหรับใครที่ชอบ ตัวเกมก็ไม่ได้บังคับว่าทำไม่ได้ แถมไม่มีขีดจำกัดใดๆ มาขวางกั้นอีกต่างหาก มันเป็นการค้นหาสมดุลระว่างไอเทมที่เรามี กับการผสมไอเทมเข้าด้วยกันมากกว่า และเมื่อเราปลดล็อคในทุกแง่มุมของการคราฟ และการสร้างไอเทมได้ ระบบนี้จะกลายเป็นระบบรองทันที เพราะมันง่าย ที่เราจะใช้เวลาซักนิด ในการสร้างสิ่งต่างๆ จากสูตรที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง และนั่นจึงทำให้ระบบคราฟของเกมนี้กลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และมีระบบกรอง หรือแยกประเภทวัตถุดิบ หรือไอเทมที่ดี จนทำให้เราสนุกกับมันไปได้อย่างยาวนาน

ในตัวเกมปกติ เราต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อเก็บรวบรวมวัตถุดิบในการสร้างไอเทมชนิดหนึ่งขึ้น แมปในเกมจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แยกจากกัน แต่ละที่จะมีศัตรูที่แตกต่างกัน และมีรายการไอเทมที่แตกต่างกันด้วย โดยแมปต่างๆ จะค่อยๆ ปลดล็อคไปตามเรื่องราวที่เราดำเนินอยู่ แมปแต่ละแมปถูกจัดวางอย่างชาญฉลาด และถึงแม้ตัวเกมจะไม่มีปริศนาอะไรให้แก้ไขมากนัก มันก็มีพื้นที่หลายจุด ที่บังคับให้เราต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่นคันเบ็ดสำหรับตกสิ่งมีชีวิตในทะเล หรือตาข่ายดักจับแมลงเป็นต้น ตรงส่วนนี้อาจมีความน่าเบื่อนิดหน่อย เพราะมันจะมีภาพอนิเมชั่นของ Lulua ขึ้นมาขั้นทุกครั้ง แต่พอทำไปนานๆ เราจะชิน และมองข้ามมันไปเอง

ระบบต่อสู้ในเกมจะมาในรูปแบบของ Turn-base ซึ่งจะมีการแสดงตาต่อไปของตัวละครแต่ละตัวให้เห็นอย่างชัดเจน โดยความช้าเร็วตรงนี้จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่กระทำในช่วงเทิร์นของตนเอง ตัวระบบต่อสู้มากับระบบ Interrupt ที่จะให้ตัวละคร Alchemist ของเราในปาร์ตี้ เอาไอเทมที่ทำไว้แล้วมาใช้ในเกมได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเราควรวางแผนดีๆ ในการใช้ เพราะระบบนี้จำเป็นต้องรอเก็บเกจซักแปบนึงด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้ และมันถือเป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนกระแสการต่อสู้ได้อย่างมหาศาลทีเดียว

ในการต่อสู้ เราสามารถใส่ตัวละครเข้าไปมากสุดเพียง 3 ตัวละครเท่านั้น แต่เราสามารถมีตัวละคร 2 ตัวเอาไว้เป็นซัพพอร์ตด้านหลังได้ โดยตัวละครแถวหลังเหล่านี้จะไม่มีเทิร์นเป็นของตนเอง แต่ตัวละครทั้ง 3 ในปาร์ตี้จะได้รับสกิลพาสซีฟ ซึ่งจะทำงานเมื่อตัวละครเหล่านี้อยู่แถวหลัง และในเทิร์นของตัวละครใดๆ เราสามารถสลับตัวละครแถวหน้าหลังไปมาได้อย่างอิสระ มันเป็นระบบที่ดี ทำให้เกิดการหมุนเวียนของตัวละคร และกลยุทธ์ในการเล่น ซึ่งเมื่อผสมกับระบบ Interrupt ทำให้ระบบการต่อสู้มันดูง่ายเกินไป จนเราอาจเบื่อได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ระบบต่อสู้ไม่ใช่ระบบหัวใจสำคัญของซีรีส์ Atelier แต่ระบบต่อสู้ใน Atelier Lulua: The Scion of Arland ก็ยังคงดีมากพอ ที่จะไม่ทำให้เราผิดหวังแต่อย่างใด

ในแง่ของกราฟฟิก Atelier Lulua: The Scion of Arland เป็นเกมสไตล์อนิเมะที่มอบความสุขใจแก่เราได้อย่างมากมาย มันมีความหวาน ความน่ารัก เหมาะกับโทนเรื่องราว และการเล่าเรื่อง ตัวเกมแทบจะไม่มีสีโทนมืดๆ อยู่เลย ทุกสิ่งแทบเปล่งประกาย สว่างไสว ด้วยเฉดสีลักษณะเหมือนสีน้ำ สภาพแวดล้อมมีความหลากหลาย เราจะพบตั้งแต่ซากปรักหักพังจากอารยธรรมโบราณ ความร้อนระอุของภูเขาไฟ ทุ้งข้าวสาลีสีทองข้างบ้านไร่ และวัฏจักรของกลางวัน กลางคืน ทำให้เกมเกมนี้สร้างความประทับใจออกมาได้อย่างไม่รู้จบ เทคนิคตัวเกมทำออกมาค่อนข้างดี มันไหลลื่น ละเอียด ไม่มีเฟรมเรทตกเลย มีเพลงไพเราะขับกล่อม และช่วยให้ผ่อนคลาย แม้มันไม่ใช่เพลงประกอบที่น่าติดตาม แต่มันก็ยอดเยี่ยมพอจนเราต้องเอาหูฟังมาเสียบฟังโดยเฉพาะ

Atelier Lulua: The Scion of Arland พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมในซีรีส์ที่มีมายาวนานของ Gust โดยเฉพาะในภาคนี้ที่รวมทุกสิ่งที่เคยมีมาในซีรีส์ก่อนมาไว้รวมกัน และแสดงลักษณะที่ดีของภาคก่อนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเรามองข้ามเนื้อเรื่องของตัวเกม และผ่านระบบคราฟไปได้ Atelier Lulua: The Scion of Arland จะมีอะไรอีกมากมายที่จะนำเสนอเราในระบบการต่อสู้ แมปที่งดงาม และลูปเกมเพลย์สุดเพลิดเพลิน นี่คือเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแฟรนไชส์ และเป็นเกม RPG ที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไปของคุณ

__แหล่งที่มา nintendolife.com__

Copyright © 2020 GGKeyStore All rights reserved.
Privacy Policy | Terms of Service