Articles

[Review] Final Fantasy XII: The Zodiac Age

6 Jul 19, 16:31 Game Review
[Review] Final Fantasy XII: The Zodiac Age
  • แพลตฟอร์ม : Nintendo Switch
  • คะแนน : 8/10 (GREAT)

ปี 2006 เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดูน่าสนใจสำหรับซีรีส์ Final Fantasy เมื่อค่าย Square ได้กลับมาทำเกมซีรีส์นี้แบบ Offline อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าได้ปล่อย MMO อย่าง Final Fantasy XI ออกไป โดย Final Fantasy XII ใช้เวลานานกว่า 5 ปีสำหรับการพัฒนา และมันก็ใช้ต้นทุนไปจำนวนมาก จนไดเร็คเตอร์อย่าง Yasumi Matsuno ต้องลาออก แต่โชคดีที่ตัวเกมก็ยังได้คุณภาพที่สม่ำเสมอเหมือนกับตัวเกมในภาคก่อนๆ ถึงแม้มันจะไม่ดีที่สุด แต่มันก็ไม่ได้แย่ที่สุด ที่สำคัญหลังจากนั้น ทางค่าย Square ก็ได้อัปเดทตัวเกมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนเป็น Final Fantasy XII: The Zodiac Age

เรื่องราวใน Final Fantasy XII: The Zodiac Age ใช้เหล่าตัวละครที่เป็นศูนย์กลางน้อยลงสำหรับการเล่าเรื่อง การกระทำของเราส่งผลต่อขอบเขตของพล็อตเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้การเชื่อมโยงเรื่องราวน้อยกว่าตัวเกมในภาคก่อนๆ เรื่องราวในตัวเกมคล้ายๆ กับซีรีส์ Fire Emblem เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุบายทางการเมืองทีอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างมหาอำนาจระดับชาติ ในดินแดนแห่ง Ivalice โดยมีสองประเทศมหาอำนาจ Archadia และ Rozzaria กำลังห้ำหั่นกัน จนทำให้อาณาจักรเล็กๆ อย่าง Dalmasca ต้องหยุดนิ่ง ตัวเกมจะมีช่วงเกริ่นเรื่องราวอันยาวเหยียด ก่อนจะส่งต่อไปยังตัวเอกของเกมอย่าง Vaan หัวขโมยวัยรุ่นที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นสุดยอดโจรสลัดบนท้องฟ้า Vaan มีการใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือน Robin Hood แต่ด้วยความชั่วของเขา ทำให้ Vaan ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับ Ashe เจ้าหญิงแห่ง Dalmasca ผู้มีเป้าหมายที่ไม่อยากให้ Dalmasca รวมเข้ากับ Archadian

เรื่องราวของตัวเกมในรูปแบบนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนมากๆ และเป็นเหมือนดาบ 2 คม ตัวเกมมีรายละเอียดที่ดูน่าประทับใจอยู่จำนวนมาก ทั้งในด้านของตำนาน และประวัติศาสตร์ของโลกของ Ivalice ตัวเกมไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการสร้างตัวละครออกมาให้น่าจดจำ หรือให้มีมิติ มันเป็นเหมือนการต่อสู้ ที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องราว จะมีบทบาท และเรื่องราวที่เป็นของตนเองชัดเจน และจะผสานเรื่องราวไปกับตัวละครแต่ละตน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมดให้ดำเนินต่อไป เช่น Balthier โจรสลัดผู้ปล้นสะดมไปทั่วฟ้า เพื่อเติมเต็มทรัพย์สมบัติให้เต็มกล่อง ในตอนแรกเขาไม่ได้อยากร่วมขบวนการต่อต้าน เพราะมันไม่ใช่เป้าหมาย หรือความสนใจของเขา แต่สุดท้ายเขาก็พบว่า ชีวิตเขามีอะไรอีกมากที่ต้องทำ นอกจากความต้องการหลักของตนเอง โดยทุกตัวละครหลัก จะมีลักษณะแบบนี้คล้ายๆ กัน พวกเขาน่ารัก และมีบทบาทที่ดี แต่จะค่อนข้างเดาออกได้ง่าย จนเราอาจรู้สึกเบื่อหน่ายไดโดยง่าย้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเกมไม่ได้โฟกัสไปกับชะตากรรมของ Dalmasca มากจนเราต้องหันไปสนใจมัน กล่าวได้ว่า Final Fantasy XII: The Zodiac Age มีเรื่องราวที่ตึงเครียด หรือดราม่าน้อยกว่าภาคอื่นๆ อยู่ซักหน่อย

โชคดีที่ตัวเกมทำออกมาเป็นแนว MMO รูปแบบ Single player ซึงถึงแม้มันจะไม่ได้เป็นเกมแบบ open-world แต่เรื่องราวของตัวเกมก็ไม่ได้ตรงแด่วเหมือนกับ Final Fantasy X เพราะตัวเกมมีหลายส่วนที่จะให้เราได้พักจากเรื่องราวหลัก แล้วไปทำเควสย่อยที่มาในรูปแบบของ Hunts ที่สามารถรับได้ที่ NPC ต่างๆ โดยมีเป้าหมายให้เราไปจัดการพวกมอนสเตอร์ ตามที่กำหนด โดยพวกมอนสเตอร์จะอยู่โดยทั่วไปตามแมบต่างๆ ทำให้การเดินทางเพื่อทำเควสย่อยเหล่านี้ เป็นการสำรวจธรรมชาติไปในตัว ทั้งนี้เควสจะคอยปลดล็อคเงิน และอุปกรณ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้เราติดลูปการเล่นนี้ไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรม เป็นเพียงข้อกำหนดของการออกแบบเกม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าที่จะหยิบมันไปเป็นข้อกำหนดหลัก

Final Fantasy XII: The Zodiac Age มาพร้อมกับนวัฒกรรมการต่อสู้รูปแบบใหม่ ที่ชื่อระบบว่า Active Dimensional Battle ซึ่งป็นการเอาระบบการการสุ่มในด้านการเผชิญหน้าออกไป เพื่อให้เรามีโฟกัสไปกับการเล่นที่มากขึ้น โดยบางทีมันอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Xenoblade Chronicles ซึ่งเป็นเกมที่ถืแกำเนิดขึ้นต่อมาอีกไม่กี่ปี การต่อสู้ของระบบนี้จะเริ่มขึ้นทันที เมื่อเราอยู่ในระยะการมองเห็นของศัตรู หรือระยะการโจมตีของมัน เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น การกระทำของตัวละครต่างๆ จะขึ้นอยู่กับเกจ ATB ที่จะติดอยู่ในทุกตัวละคร แต่ทั้งนี้ตัวเกมมีความลึกอีกเล็กน้อยในแง่ของการจัดการ กับระบบที่ชื่อว่า Gambit

ระบบ Gambit เป็นระบบการตั้งคำสั่งการกระทำ Auto ของแต่ละตัวละคร ซึ่งช่วยปรับแต่งพฤติกรรมในการต่อสู้ของทุกตัวละครได้อย่างหลากหลาย และไร้ข้อจำกัด และเราไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวละครทั้งหมดในขณะที่ต่อสู้อยู่ เช่น เราสามารถตั้งค่าให้ตัวละครหนึ่งรักษาเพื่อนร่วมทีมได้ทันที เมื่อเขามี HP ต่ำกว่า 50% เป็นต้น นี่เป็นระบบ AI ที่เราสามารถตั้งค่าได้เอง มันจึงเป็นระบบที่เราเชื่อใจมันได้ อย่างไรก็ตามระบบ Gambit มีจุดแข็งจริงๆ อยู่ในด้านการใช้เพื่อทดสอบ หรือแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อปรับสมดุลของทีมของเราไห้สมบูรณ์แบบ แน่นอนเราอาจรู้สึกว่าตัวเกมน่าจะน่าเบื่อ เพราะมีระบบ Auto แบบนี้ แต่ความเป็นจริง ระบบ Gambit เป็นระบบที่มีปฏิสัมพันธ์กับเราอยู่อีกเล็กน้อย โดยแม้เราจะสร้าง Gambit ในแต่ละตัวละครได้ดีแล้ว บางสถานการณ์ เราก็จำเป็นต้องเข้าไปสั่งการเอง เพื่อปรับเร่งให้กระบวนที่เร็วขึ้น นั่นคือข้อดีของระบบนี้ เพราะเราสามารถแทรกแซง และสั่งการโดยตรงได้เองตามที่ต้องการ เพื่อปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อยในสถานการณ์ต่างๆ ให้สมบูรณ์มากที่สุด

การเติบโตของตัวละครแต่ละตัว ใช้ระบบคล้ายๆ กับ Sphere Grid ของ Final Fantasy X แต่มีอิสระมากกว่าเล็กน้อย โดยตัวละครของเราสามารถเลือกสายอาชีพได้ 2 สาย เป็นสายอาชีพหลัก และอาชีพรอง โดยจะแย่งกระดานต่างๆ ทำสายอาชีพนั้นๆ ซึ่งเราสามารถเน้นให้อาชีพที่เราสนใจแต่ละตัวละคร มีจุดเด่นไปในแนวที่เราต้องการได้อย่างอิสระ กระดานต่างๆ มาพร้อมกับระบบ Licenses ซึ่งจะกำหนดระดับของอุปกรณ์ หรือสกิลที่แต่ละตัวละครสามารถใช้งานได้ เช่นเราเจอไอเทมที่ดี แต่มันมีการระบุไว้ว่าต้องมีเลเวล Accessory ในระดับ 3 เราก็ต้องมาปลดล็อค Licenses บนกระดานที่ชื่อ Accessory 3 เสียก่อน ถึงจะใส่อุปกรณ์ชิ้นนั้นได้ ทั้งนี้ศัตรูทุกตัวที่เราจัดการได้ มันจะมอบ License Points ให้แก่เรา เพื่อนำไปอัปเดท Licenses ต่างๆ บนกระดานต่อไปได้ แต่เราจะสามารถอัป Licenses ต่อเนื่องกับ Licenses ที่เราซื้อก่อนหน้านั้นอยู่ก่อนได้แล้วเท่านั้น ข้อดีของระบบนี้ คือเราสามารถควบคุมการเติบโตของแต่ละตัวละครได้ในแบบที่เราต้องการ และมันอิสระกว่า Sphere Grid ตรงที่เราสามารถเลือกจุดเริ่มต้นของมันได้อย่างหลากหลาย โดยไม่มีข้อกำหนดใดๆ มาปิดกั้นมากนัก

ข่าวดี สำหรับเวอร์ชั่น Nintendo Switch ตัวเกมให้เราย้อนคืน Licenses เพื่อรับคืนค่า License Points ได้ตามที่ต้องการ นั่นหมายความว่าเราสามารถทดสอบการตั้งค่าตัวละครได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งนี้แม้เป็นสิ่งเล็กๆ ที่อัปเดทเข้ามาใหม่ แต่มันทำให้ตัวเกมสามารถเล่นซ้ำไปมาได้สนุกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย และช่วยให้ตัวเกมลดความเครียดน้อยลง เพราะเราไม่ต้องกลัวผิดพลาด เมื่อต้องอัป Licenses ผิดอีกต่อไป ยังไม่หมดเท่านั้น เวอร์ชัน Switch ยังมาพร้อมกับระบบ Gambit ที่สามารถสลับเปลี่ยนได้ และสามารถทำได้ในทันที ช่วยให้เราตั่งค่า Gambit ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้นั่นเอง มีระบบเพิ่มความเร็วตัวเกมเป็น 2 หรือ 4 เท่า ทำให้ฟาร์มเลเวล หรือฟาร์ม LP ได้เร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราใช้เวลากับตัวเกมได้คุ้มค่ามากกว่าเดิม

Final Fantasy XII: The Zodiac Age มันไม่ได้ทำอะไรใหม่มากนักเพื่อให้เราประทับใจ แต่มันทำเพิ่มให้เราพึงพอใจมากกว่า โดยสิ่งเหล่านี้ยังรวมไปถึงกราฟฟิกของตัวเกม ที่คมชัด และสวยมากขึ้นกว่าในยุค PS2 โดยบน Switch ตัวเกมทำงานได้ดีทั้งบนโหมด TV หรือ Handheld โดยทั้งนี้ทั้งนั้น Final Fantasy XII: The Zodiac Age เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักพัฒนา ที่ต้องการจะปรับปรุงเกมเก่าๆ ให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าตัวเกมจะดูตกยุคไปแล้ว และเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างน่าผิดหวังไปหน่อย แต่ด้วยระบบ Gambit มันสามารถดูดเวลาเราไปได้อย่างง่ายดายแบบไม่น่าเชื่อเลยเชียวละ

__แหล่งที่มา nintendolife.com__

Copyright © 2020 GGKeyStore All rights reserved.
Privacy Policy | Terms of Service