[Review] รีวิวเกม Tom Clancy's The Division 2

12 พ.ค. 62, 00:16 รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Tom Clancy's The Division 2
  • แพลตฟอร์ม : PC, XONE, PS4
  • คะแนน : 9/10 (SUPERB)

เราจะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ เราถึงต้องมายัง Washington DC ทำไม ? เรารู้เพียงว่ามีผู้หญิงบอกให้เรามาที่นี่ และที่นี่ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ทนทุกข์ เหล่าโจร และอันธพาลติดอาวุธ เราจะต้องร่วมกับพรรคพวก เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง ซึ่ง Tom Clancy's The Division 2 ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทำให้เราสุขใจเป็นอย่างมาก ภายในโลกแห่งนี้ USA ได้โดนไวรัสถล่ม จนสังคมต้องล่มสลาย ผู้รอดชีวิตต้องรวมกลุ่มกันเพื่อการอยู่รอด จนเกิดกลุ่มขึ้นมาหลากหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็จะมีเป้าหมาย และแนวทางการปฎิบัติที่ไม่เหมือนกัน ทาง Strategic Homeland Division หน่วยงานของเรา จึงส่งเรามาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ให้กลับมาดีอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของ The Division 2 ก็คือการบอกเล่าถึงสังคมที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี การตรวจสอบโครงสร้างสังคม รวมไปถึงตัวรัฐบาลยุคใหม่ และการประทะกันของหลายๆ กลุ่ม เพื่อชิงอำนาจภายในเมืองที่ไร้ซึ่งกฎหมาย โดยมีเราเป็นตัวแปลสำคัญ ที่ต้องเข้าไปจัดการเรื่องราวเหล่านี้

ถ้ากล่าวกันตรงๆ ใน The Division 2 ตรงส่วนแคมเปญหลัก มันไม่มีเนื้อเรื่อง หรือเรื่องราวใดๆ เลย เพราะตัวเกมแทบจะใช้เวลากับเรื่องราวส่วนใหญ่ไปยังพล็อตเรื่องราวในภาพรวม หรือในสถานการณ์ต่างๆ ของบุคคลสำคัญที่เกิดจากการคาดคะเนขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทหรือลักษณะของตัวละครใดๆ ทุกอย่างจะเป็นการเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดเท่านั้น อย่างประธานาธิบดีที่เป็น MacGuffins ที่ใหญ่ที่สุดในเกม ยังปรากฎตัวออกมาน้อยมาก และไม่เป็นที่น่าจดจำใดๆ จึงกล่าวได้ว่า เนื้อเรื่อง ไม่ใช่สิ่งสำคัญหลักที่ทำให้ตัวเกมโดดเด่น แต่สิ่งที่ทำให้ The Division 2 โดดเด่นกลับเป็นโลกของมัน มันคือการสร้างโลกใหม่หลังจากมันล่มสลาย เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของ Washington DC ลงลึกไปในแต่ละอำเภอ โดยการนำเสนอผ่านสิ่งสำคัญ หรือสัญลักษณ์สำคัญต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไป และด้วยความสมจริง ผสมไปกับจุดแข็งของความเป็น Open World มันทำให้เราเชื่อ และอินไปกับตัวเกมมากๆ

การเคลื่อนที่จากเซฟเฮาส์ของเรา ออกไปสู่โลกภายนอก และไปยังพื้นที่ที่เราต้องทำภารกิจ มันแทบจะไม่มีจุดที่เราต้องโหลดแต่อย่างใด ซึ่งก็ถือเป็นจุดแข็งเดิมอยู่แล้วของ Division ภาคก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ The Division 2 ดูแข็งแกร่งกว่า คือการเดินทางที่เรียบง่ายจากสถานที่หนึ่ง ไปยังอีกสถานที่หนึ่ง มันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลากหลาย บางเส้นทางอาจเต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือด บางเส้นทางกลับกลายเป็นการเดินชมวิวทิวทัศน์สบายๆ ทางลัดที่คลุมเครืออาจทำให้เราเจอไอเทมดีๆ หลายอย่าง ซึ่งสามารถนำมาช่วยเหลือผู้คนที่กำลังพยายามตั้งถิ่นฐาน เพื่อสร้างชีวิตขึ้นใหม่ได้

การตั้งถื่นฐานของผู้คน คือแรงจูงใจแรกที่เรามีต่อตัวเกมในช่วงต้น สำหรับการทำภารกิจต่างๆ โดยนอกจากภารกิจหลักของตัวเกมที่จะเน้นไปด้านการจัดการกลุ่มคู่แข่งอื่นๆ แล้ว ตัวเกมยังมีระบบที่ชื่อว่า "Projects" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งระบบ ที่จะให้ประสบการณ์แก่ตัวละครเราเป็นจำนวนมาก โดย Projects เน้นให้เราบริจาคสิ่งต่างๆ ที่เราค้นพบ และให้เราได้เข้าร่วมกิจกรรมย่อยมากมาย มันกระตุ้นให้เราอยู่กับโลกใบนี้มากขึ้น ได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ การต่อสู้ใหม่ๆ อุปกรณ์ใหม่ๆ และความเพลิดเพลินในการทำสิ่งต่างๆ กล่าวได้ว่า The Division 2 คือเกมที่ทุ่มเทให้กับการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ของรางวัลที่คุ้มค่า และความก้าวหน้า ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี

ในการต่อสู้ ส่วนมากเราจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในที่กำบัง แล้วโผล่ไปมาเพื่อยิงศัตรู ด้วยรูปแบบอาวุธที่มีอยู่อย่างหลากหลาย การต่อสู้ของเกมเกมนี้จึงค่อนข้างเป็นจุดแข็ง เราสามารถเลือกใส่ 2 สกิลจาก 8 สกิลได้ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โล่, โดรน, ของบางอย่างที่เก็บได้ และหุ่นยนต์ผึ้ง เป็นต้น ทั้งนี้แม้ระบบต่อสู้ของตัวเกมจะเป็นจุดแข็งหลัก แต่ความสนุกของมันจริงๆ ที่จะทำให้เราติดอยู่กับมันได้นานกว่า 60 ชั่วโมง ก็คือพฤติกรรม และความหลากหลายของศัตร ที่ปรากฎออกมาตลอดทั้งเกม The Division 2 ไม่ใช่เกที่เน้นให้เราหลบอยู่กับที่ แต่มันก็ค่อนข้างเสี่ยงทีจะทำให้เราดับได้ง่ายๆ เมื่ออยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ตัวเกมจึงมีวิธีการเล่นอันหลากหลาย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอ และนั่นทำให้เราต้องใช้ทุกสิ่งที่เรามีในแต่ละสถานการณ์ให้เหมาะสม เพื่อเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้

ในการต่อสู้กับศัตรูต่างๆ ตัวเกมใส่ความสมเหตุสมผลในการต่อสู้ตามลำดับความสำคัญในแง่ของเกมรูปแบบ RPG เข้ามาได้อย่างยอดเยี่ยม ศัตรูบางประเภทที่แข็งแกร่ง เราจำเป็นต้องทำลายเกราะ หรือปลดเกราะของมันออกเสียก่อน เราถึงจะโจมตีมันได้อย่างรุนแรง ศัตรูบางประเภทก็เผยตำแหน่งจุดอ่อนออกมาเลย แต่เราจะโจมตีมันได้จากจุดนั้น เพียงจุดเดียวเท่านั้น บางศัตรู ยิ่งพวกหุ่นยนต์บางอย่าง จุดอ่อนเล็กๆ ของพวกมันมักปรากฎออกมาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่มันจะใช้ท่าใหญ่โจมตีเราเข้ามา ความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้เราจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ ว่าเราจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ที่กดดันเข้ามาได้อย่างไร และแม้ว่าตัวเกมจะพยายามอัดอุปสรรคต่างๆ เข้ามามากมายขนาดไหน เราก็ยังมีวิธีที่จะตอบโต้มันกลับไปได้อย่างรวดเร็ว และไม่ว่าเราจะใช้ลวดลายแบบไหน การต่อสู้ของเกมเกมนี้ก็ยังคงให้ความต่อเนื่อง ลื่นไหล และน่าตื่นเต้นอยู่ดี

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง ก็คือรางวัลที่เราจะได้รับหลังจากการต่อสู้ ซึ่งนั่นส่งผลต่อการปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ของเราได้เป็นอย่างมาก โดยระบบปรับแต่งอุปกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในระบบที่จะทำให้เรารับรูถึง้ความก้าวหน้าของตนเองได้ง่าย และมากที่สุดในตัวเกม เราจะได้รับอุปกรณ์เสริมอย่างพอเหมาะ บางอย่างตกจากศัตรู บางอย่างหาได้จากสิ่งรอบตัว บางรางวัลจะได้รับหลังจบภารกิจ เราจะรับรู้ถึงปริมาณของสิ่งต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดีสำหรับการบริหารและจัดการสิ่งที่ได้มา ในด้านความหลากหลายของอาวุธ มันบังคับให้เราต้องคิด และเลือกว่าจะเสริมพลังเพื่อใช้อุปกรณ์ตัวไหนบ้าง โดยเฉพาะชุดเกราะนอกจากมันจะหลากหลายแล้ว มันยังสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเราได้แบบที่ต้องการอีกด้วย ตัวเกมมีระบบไมโครทรานส์แอคชั่น และระบบ Loot Box ซึ่งมีรายการเป็นเสื้อผ้า หรือของตกแต่งต่างๆ ที่ไม่ส่งผลต่อความสามารถตัวละครอยู่ ประเด็นคือ ของที่เราจะได้จากในระบบเหล่านี้ เราสามารถหาได้จากตัวเกมเช่นเดียวกัน

แม้อุปกรณ์เสริมแต่งปืนจะเป็นสิ่งที่ดูน่าสนใจตลอดทั้งเกมของ The Division 2 ตัวเกมยังมีระบบที่ชื่อว่า "Talents" ซึ่งจะช่วยเสริมความพิเศษในตัวละครของเราให้ไม่เหมือนใคร ซึ่งจะทำการเสริมทั้งสกิล และสไตล์การเล่นของเราได้โดยเฉพาะ เช่นโบนัสการโจมตีศัตรูที่มากขึ้น หากอยู่ในระยะที่ระบุเป็นต้น ระบบชุดเกราะของตัวเกมยังมีในรูปแบบของเซ็ตชุดเกราะ ที่จะเสริมสถานะพิเศษให้กับเรา เมื่อสวมใส่ได้ครบตามจำนวนที่ระบุ ซึ่งโบนัสเหล่านี้จะสำคัญมากๆ ในช่วงหลังเมื่อจบเนื้อเรื่องหลักของตัวเกมไปแล้ว เราจะต้องไปปะทะกับกลุ่มศัตรูที่ชื่อว่า Black Tusk โดยตัวเราต้องมั่นใจเสียก่อน ว่าความสามารถของเราเพียบพร้อม และดีที่สุดแล้ว

แน่นอนว่าเราจะได้รับอุปกรณ์ รวมไปถึงชิ้นส่วนหรือไอเทมเป็นจำนวนมาก และเราไม่สามารถเก็บมันเอาไว้ได้ทั้งหมด เราจำเป็นต้องทิ้ง ขาย แยกชิ้นส่วน นำไปคราฟ หรือจะเก็บเอาไว้ เพื่อย้าย Talents ไปยังอุปกรณ์ประเภทเดียวกันที่ดีกว่า ตัวเกม The Division 2 ยังมาพร้อมกับระบบจัดการสิ่งเหล่านี้ที่ดี ซึ่งช่วยให้เราจัดการ ใช้งานฟังก์ชั่นที่เราต้องการได้ในทันที รวมไปถึงยังทำให้เราค้นหาสิ่งที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็ว และจัดระเบียบได้อย่างสวยงาม มันช่วยปรับปรุงประสบการณ์ทั้งหมดที่เราได้รับจากตัวเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เช่นเดียวกับระบบ Co-op Multiplayer ซึ่งช่วยให้เราฟอร์มทีม และเล่นร่วมกับเพื่อนๆ ของเราแม้มีระดับที่ต่างกันได้อย่างเท่าเทียม เรายังสามารถสร้างแคลน หรือร่วมกับแคลนอื่นๆ ได้ ซึ่งจะมีความท้าทายทุกๆ สัปดาห์มาให้เราเข้าร่วม โดยมันจะมอบของรางวัลที่คุ้มค่าให้กับเรา ตัวเกมมีฟีเจอร์การสื่อสารที่ดี และครอบคลุมการสื่อสารทั้งหมดของตัวเกม หรือแม้ว่าเราอยากจะเป็นหมาป่าเดียวดาย เราก็สามารถทำได้ทั้งหมด เพียงแต่มันจะยากกว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเกมมอบฟีเจอร์ที่ทำให้เราจับคู่กับผู้เล่นคนอื่นๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะใน Open World ก่อนเริ่มภารกิจ หรือตอนที่เราเจอไฟนอลบอสก็ตาม มันเป็นฟีเจอร์ที่ดี และมีประโยชน์มากๆ สำหรับใครที่ไม่มีเพื่อนเล่นด้วยจริงๆ

เมื่อเราสู้กับไฟนอลบอสของภารกิจสุดท้ายของเกมแล้ว ตัวเกมจะยังไม่จบลง และเราจะพบกับกลุ่ม Black Tusk ที่มาบุกยึด Washington DC อย่างสมบูรณ์แทน ระบบจะทำการปลดล็อคระบบสายอาชีพของตัวเกมออกมา ซึ่งประกอบไปด้วย 3 สายอาชีพที่แตกต่างกัน และมีระบบสกิลทรีเฉพาะเป็นของตนเอง โดยเราจะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญในด้านการเพิ่มเลเวลของตัวละคร ไปเป็นด้านคุณภาพของอุปกรณ์ของเราแทน ตัวเกมจะมาพร้อมกับกิจกรรม และอะไรอีกหลายอย่าง ที่จะผลัก และกระตุ้นให้เราทำหลายๆ สิ่ง หรือสิงอยู่ในเกมได้นานยิ่งขึ้น

ถารกิจต่างๆ จะถูกรี และปรับแต่งให้กลับมาเล่นใหม่ โดยศัตรูที่เราจะต้องปะทะด้วยจะเป็นพวกเขี้ยวลากดินอย่าง Black Tusk ทั้งหมด มันจะมาพร้อมกับศัตรูรูปแบบใหม่ ที่จะทำให้สถานการณ์เดิมๆ ที่เราเคยผ่านมาแล้ว ท้าทายยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีเวนท์ใน Open World จะหลากหลายมากขึ้น และเสี่ยงยิ่งขึ้น กลุ่มต่างๆ จะปะทะกันถี่ขึ้น เพื่อปกป้องอาณาเขต ตัวเกมจะเปิดความท้าทายแบบจำกัดเวลาใน Projects รูปแบบใหม่ ภารกิจจะยากขึ้น เป้่าหมายอื่นๆ ในโลกของตัวเกมจะมากขึ้น และผลประโยชน์ก็จะมากตาม พูดง่ายๆ ว่าหลังจบเกม มันได้เพิ่มเนื้อหาเข้ามาอย่างมากมาย และปรับสถานะเราใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตัวเกมยังคงตรงไปตรงมา ทั้งในแง่ความรู้สึกของตัวละคร การได้รับของรางวัลที่สมเหตุสมผล และความก้าวหน้าของตัวเราที่เห็นได้อย่างชัดเจนไปจนจบ ในเกมของ The Division 2 ยังคงมีพื้นที่ Dark Zone เหมือนกับตัวเกมในภาคแรก และสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าที่นี่รับประกันได้ว่าเราจะได้รับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ดีกว่าพื้นที่อื่นๆ แน่นอน แต่มันก็เสี่ยงยิ่งกว่า ระดับพลังของเรา และศัตรูจะถูกปรับให้เป็นมาตรฐานกลาง พร้อมๆ กับมีผู้เล่นคนอื่นๆ เข้ามาร่วม และสามารถ PK กันได้อย่างอิสระ มันตึงเครียด ไม่น่าไว้วางใจ และมีการเดิมพันที่สูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม Dark Zone เป็นเส้นทางเดียวที่จะพาเราไปจุดสูงสุดของตัวเกมได้

The Division 2 มีการวางโลกได้อย่างสุกงอม แต่ตัวเกมกลับทิ้งเป้าหมายหลัก หรือเหตุผลแก่ตัวผู้เล่นไป เพราะเราจะไม่รู้ว่าทำไมเราถึงต้องมาอยู่ที่นี่ แรงบันดาลใจของทุกคนคืออะไร เราไม่มีเชื้อไฟในการทำสิ่งต่างๆ ที่มากพอ ซึ่งถือเป็นปัญหากับตัวเกมในช่วงต้น แต่ด้วยจุดแข็งของระบบ และงานออกแบบ ทำให้ The Division 2 กลายเป็นเกมที่น่าสนใจมากๆ พอที่จะทำให้เราหลงรักมันเป็นสิบๆ ครั้ง ทั้งศัตรูที่หลากหลาย และการต่อสู้ที่ท้าทาย อาวุธแต่ละแบบมีความแตกต่าง และให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน จนเราต้องวางแผนการเล่นของเราใหม่ได้ ภาพสภาพแวดล้อมของตัวเกมงดงาม น่าสนใจ และมีเสน่ห์ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราพูดไม่หมดสำหรับ The Division 2 ที่จะบอกว่ามันยอดเยี่ยมขนาดไหน

แหล่งที่มา gamespot.com



สินค้าที่เกี่ยวข้อง – ดูทั้งหมด
PlayStation UK (Z2)
PlayStation UK (Z2)
£5 - £50
เลือกซื้อ
Final Fantasy XIV Online
Final Fantasy XIV Online
ตัวเกมส์ และ บัตรเติมเกมส์
เลือกซื้อ
PlayStation US (Z1)
PlayStation US (Z1)
$10 - $50
เลือกซื้อ
Apple iTunes JP
Apple iTunes JP
¥500 - ¥10,000
เลือกซื้อ
Copyright © 2019 GGKeyStore All rights reserved.
Privacy Policy | Terms of Service