[Review] รีวิวเกม Fire Emblem: Three Houses

21 ก.ย. 62, 11:58 รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Fire Emblem: Three Houses
  • แพลตฟอร์ม : Switch
  • คะแนน : 9/10 (SUPERB)

Fire Emblem: Three Houses ประกอบไปด้วยระบบการเล่นหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่การต่อสู้ไปจนถึงการฝึกแต่ละตัวละครแยกจากกัน ซึ่งเราจำเป็นต้องบริหารจัดการเวลาให้ดีในทุกๆ ระบบ ซึ่งเมื่อมันมาผสานรวมกันแล้ว มันจะกลายร่างเป็นสุดยอดเกมที่เราจะต้องรู้สึกทึ่งมากๆ การเป็นอาจารย์ของเราในเกมจะช่วยปรับแผนการเล่นในเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแน่นอนว่าเกมเกมนี้กลยุทธจะสำเร็จได้นั้น จะเกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีม ซึ่งสามารถคำนวนได้ และดำเนินการอย่างคล่องแคล่ว เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ เพื่อใกล้ชิดกับตัวละครแต่ละตัวมากขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาในห้องเรียนมากขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะวนเป็นลูป ให้เราได้ทำไปจนจบเกม

Three Houses เริ่มเรื่องราวในขณะที่เราจะออกไปทำกิจกรรมบางอย่างกับพ่อของเรา แล้วดันเข้าไปยุ่งกับการถูกโจมตีของกลุ่มวัยรุ่น 3 คน หลังจากนั้นตัวเกมจะแนะนำวิธีการเล่น และระบบต่อสู้ต่างๆ แล้วเราจึงรู้ว่าเด็กเหล่านั้นเป็นนักเรียนของ Garreg Mach โดยแต่ละคนเป็นเจ้าบ้านแต่ละหลังในโรงเรียน อันประกอบไปด้วย Black Eagles, Blue Lions และ Golden Deer ซึ่งจากคำสั่งของบาทหลวงของโบสถ์ ที่ให้ความรู้สึกถึงความชั่วร้ายบางอย่าง เราจะต้องเป็นศาสตราจารย์ และเลือกดูแลบ้านหลังใดหลังหนึ่ง แน่นอนว่าเมื่อดำเนินเนื้อเรื่องมาประมาณนี้ เราจะรู้สึกได้ถึงเงื่อนงำอะไรบางอย่าง ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา

บทบาทของเราในฐานะอาจารย์ คือการสอนการต่อสู้ให้กับนักเรียนของเรา และเตรียมตัวพวกเขาสำหรับการต่อสู้ในแต่ละเดือน โดยสำหรับระบบต่อสู้ในเกมเกมนี้ จะยังคงใช้ระบบ turn-based เหมือนกับตัวเกมในภาคก่อนหน้า แต่ทำการปรับระบบการแพ้ทาง ชนะทางของตัวอาวุธใหม่เล็กน้อยด้วยระบบ Combat Arts โดยตัวละครแต่ละตัวจะสามารถปลดล็อคสกิลเพิ่มเสริมพลังให้กับตนเองในขณะที่ถืออาวุธที่เหมาะมืออยู่ เพื่อให้ชนะทางอาวุธอื่นๆ เหมือนกับระบบ Combat Arts ในอดีตได้ มันคือความลึกของตัวเกม ที่ถูกปรับให้เป็นนามธรรมน้อยลง ทำให้ง่ายขึ้นในการเล่น โดยที่ไม่เสียความลึกของตัวเกมไปแต่อย่างใด

หนึ่งในระบบการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในเกมนี้ก็คือ Battalions กองทัพขนาดเล็ก ที่เราสามารถติดตั้งให้กับตัวละครสำหรับนำไปใช้ในการต่อสู้ได้ นั่นก่อให้เกิดเทคนิคในการโจมตีรูปแบบใหม่อย่าง Gambit ขึ้นมา ซึ่งจะมีความสามารถแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทของกองพันที่ติดตั้ง อย่างไรก็ตาม Gambit เป็นเทคนิคที่ใช้งานได้อย่างจำกัดจำนวน และจะทรงพลังสูงสุดเมื่อเราใช้มันถูกศัตรู และ Gambit จะยิ่งทรงพลังมากกว่าเดิม หากเรามีหน่วยกองทัพอื่นๆ ของเราอยู่ในระยะการโจมตีของเป้าหมาย นอกจากนี้ในการใช้ Gambit ยังมีอนิเมชั่นโชว์การโจมตี หรือสั่งการ Gambit ที่ทรงพลัง และช่วยเสริมอารมณ์การเล่นได้อย่างไม่ธรรมดา

วิธีการใช้ Combat Arts และ Gambits นั้นขึ้นอยู่กับความยากที่เราเลือกเล่น ในระดับความยากปกติ เราสามารถจัดการศัตรูได้ด้วยแค่การโจมตีเพียง 1-2 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Combat Arts หรือ Gambits แต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นระดับ Hard ศัตรูของเราจะตีแรงขึ้น และถึกกว่าเดิม นั่นทำให้เราต้องรอบคอบเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งของตัวละคร และกะจังหวะสำหรับการใช้ Gambit หรือ Combat Arts ออกมาให้ได้ประโยชน์สูงสุด สิ่งนี้จะเป็นอะไรที่ดูน่าตื่นเต้นมาก หลังจากที่เราเล่นตัวเกมอย่างระวัง แล้วเราจะหวังว่ามันจะสามารถใช้ในการจัดการศัตรูได้ทั้งหมด โดยที่แผนของเราไม่ล้มเหลวไปเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเกมจะเริ่มเพิ่มความยากและ ความลึกขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาพฉากที่แตกต่าง และมีจุดอันตราย หรือจุดปลอดภัยแตกต่างกันออกไป มันจะทำให้เราต้องคิดมาก ถึงมากที่สุดว่าในเทิร์นหน้า หรือเทิร์นต่อๆ ไปเราจะต้องทำอะไรต่อ มันมีรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย และเกี่ยวโยงกันหลายอย่าง เช่นนิสัยใจคอ รวมไปถึงบางครั้งเราอาจต้องเปลี่ยนคลาสเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือฉากที่เราเจอเลยด้วยซ้ำ เช่นโจรสามารถเปิดหีบได้ โดยไม่ต้องไม่มีกุญแจ หรือหน่วยที่บินได้ จะไม่ได้รับความเสียหายจากพื้นฉากที่มีปัญหาเป็นต้น

ในเกมมาพร้อมระบบ Divine Pulse หรือระบบย้อนเวลา ที่ทำให้เราสามารถย้อนการทำสิ่งต่างๆ ทั้งหมดได้ รวมไปถึงการตายของตัวละครของเรา ซึ่งระบบนี้จะยิ่งสำคัญมากๆ ถ้าเราเล่นในโหมด Classic ที่ถ้าตัวละครตาย ก็จะตายจริงๆ แล้วหายไปเลย ระบบนี้จะทำให้เราแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องทำการโหลดเซฟใหม่แต่อย่างใด

แน่นอนว่าระบบต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเกม แต่แก่นหลักของ Three Houses นั่นคือกำหนดการในทุกๆ เดือนของตัวเกม ซึ่งถ้าเราเป็นคนชอบวางแผน หรือจัดระเบียบการทำสิ่งต่างๆ เกมเกมนี้จะครองใจเราได้เป็นอย่างดี ในวันอาทิตย์ เราจะมีเวลาที่่ว่างมาก ซึ่งเราสามารถเลือกกิจกรรม 1 ใน 4 อย่างทำ ไม่ว่าจะออกสำรวจสถานที่ เข้าต่อสู้การต่อสู้ย่อยๆ จัดสัมนาเพื่อเพิ่มสกิลให้กับนักเรียนของเรา หรือจะเพียงแต่หยุดไม่ทำอะไรเลยก็ได้ วันจันทร์เป็นวันสอน ซึ่งเราจะได้เลือกนักเรียนของเรามาเสริมทักษะให้ ส่วนวันที่เหลือต่างๆ จะดำเนินไปตามกำหนดการที่ระบุไว้ในปฎิทิน และจะมีหยุดเป็นครั้งคราวจากการสุ่ม หรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อาจฟังดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ แต่ด้วยสิ่งนี้ทำให้เราต้องวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละสับดาห์

โครงสร้างที่เราสามารถคาดการณ์ได้ในแต่ละเดือน ช่วยให้เราสามารถวางแผนสิ่งที่อยากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องคอยดูสกิลของนักเรียนแต่ละคนเพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ตรวจสอบไอเทมในช่องเก็บของของแต่ละตัวละคร ตรวจสอบทักษะของตนเอง รวมไปถึงเตรียมการอีกหลายๆ อย่างก่อนกำหนดการต่อสู้กำลังจะมาถึง แน่นอนว่าเราจะได้รับแรงบวกมากขึ้น หากเราทำทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง และเติมเต็มความสามารถของตัวละครเราและนักเรียนของเราได้อย่างสมบูรณ์ เราจะก้าวไปข้างหน้า และเป้าหมายต่อไปต่อไปเสมอๆ ไม่ว่าจะเรื่องสกิลตัวต่อไปที่เราต้องพัฒนา หรือเดือนต่อไปเราจะต้องทำอะไรบ้าง เป็นต้น

และเพื่อทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ กิจกรรมการสำรวจของเราจะถูกจำกัดด้วย activity points ซึ่งเราจะมีมากขึ้นตาม professor level ของเรา นั่นหมายความว่าเราต้องเลือกทำกิจกรรมที่เสริม professor level ของเรา ผสมไปกับกิจกรรมในการปั้นนักเรียนของเรานั่นเอง activity points ยังทำให้เรายืนยันได้ว่าเดือนนั้นยังคงราบรื่นอยู่ ป้องกันการอ้อยอิงในวันอาทิตย์ของเรามากจนเกินไป ทั้งนี้กิจกรรมสัมนา และการพักผ่อนจะกินเวลาทั้งวัน โดยไม่สน activity points ของเราแต่อย่างใด

วิธีการจัดการเวลาของเรา เป็นแรงจูงใจของการเรียนรู้ของนักเรียนได้เช่นกัน นักรียนแต่ละคนจะมีมาตรวัดแรงจูงใจ เมื่อเราทำการสั่งสอนพวกเขาได้ โดยตัวนักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่ฟังเรา จนกว่าเราจะเข้าไปโต้ตอบกับพวกเขา และได้รับแรงจูงใจกลับคืนมา โดยสิ่งนี้เราสามารถทำได้ในช่วงการทำกิจกรรมสำรวจ ในขณะที่การต่อสู้ต่างๆ แทบไม่เพิ่มค่า motivation levels ใดๆ ให้เลย ทั้งนี้เราสามารถข้ามกิจกรรมการเรียนของเราได้ รวมไปถึงการสั่งสอน หากเราไม่ชอบมันนัก แต่จะได้ผลลัพธ์กลับมาที่ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเราจะเสียเปรียบการต่อสู้ เพราะเราไม่ให้เวลากับนักเรียนของเรา ซึ่งถือเป็นการออกแบบตัวละครให้ออกมาในแบบที่เราต้องการ

เป็นเรื่องปกติของซีรีส์ Fire Emblem อยู่แล้ว เมื่อการลงทุนกับตัวละครของเรา และค่าความสัมพันธ์ของพวกเขา คือการเชื่อมประสบการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน นี่คือจุดเด่นของ Three Houses ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีแก่เรา เมื่อเห็นตัวละครที่ปลุกปั้นมากับมือสามารถต่อสู้ได้จนได้รับชัยชนะ เพราะการปลุกปั้นตัวละครแต่ละตัว จำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามเป็นอย่างมากนั่นเอง

ระบบความสัมพันธ์ของตัวเกมสามารถเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละตัวละคร เมื่อเราทำการโต้ตอบกับพวกเขา หรือพาออกไปต่อสู้ด้วยบ่อยๆ ยิ่งเราสนิทกับตัวละครไหนๆ มากเท่าไหร่ ลักษณะการพูดคุย และเรื่องราวของแต่ละตัวละครก็จะค่อยๆ ปลดล็อคออกมามากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลของแต่ละตัวละครก็จะถูกปลดออกมาจนครบถ้วน สิ่งเหล่านี้สำคัญไม่แพ้ไปกว่าระดับเลเวลของตัวละครเลยก็ว่าได้ NPC ทุกตัวมีเสียงพากย์เป็นของตนเองภายในเกม ซึ่งมีทั้งเสียงที่เป็นภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น แต่น่าเสียดายที่ตัวละครอย่างเราดันไม่มีเสียงที่พูดออกมามากนัก แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเสียงพากย์นะ พวกเขามี แต่จะพูดในช่วงที่สำคัญๆ เท่านั้น นอกนั้นเขาจะเอาแค่สายหน้า และหันหน้าไปมาเท่านั้น นอกจากนี้หากเราดูบุคลิกของตัวละครเราแล้ว เราจะพบว่ามันค่อนข้างแปลก ที่เขาจะเอาแต่พยักหน้ารับสิ่งต่างๆ ทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้มันเกิดสิ่งที่ขัดกันไปมาขึ้น ถือเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่น่าเสียดายของเกมเกมนี้

อย่างไรก็ตาม เราจะชอบตัวละครจำนวนมากภายในเกม ซึ่งมีอนิเมชั่นแสดงท่าทางที่แตกต่างกันออกไป เราอาจเจอตัวละครที่ชอบในรายการเหล่านี้ เราสามารถเลือกออกเดทโดยการไปดื่มชากับใครสักคน และเปิดบทสนทนาในสิ่งที่รู้เกี่ยวกับพวกเขาได้ ซึ่งการรู้ว่าหัวข้อใดที่ NPC เหล่านี้ชอบนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าที่คิด ดังนั้นการพูดคุยกับตัวละครที่เราชอบได้สำเร็จ จึงถือเป็นชัยชนะเล็กๆ ของเรา

แคมเปญของแต่ละบ้านนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน แต่จะไม่ต่างกันในแง่ว่าบ้านไหนดีกว่าบ้านอีกหลัง บ้านทุกหลังจะมีบุคลิก และสกิลที่ผสมผสานกัน พวกเขาล้วนมีทั้งข้อดี และข้อเสียที่ต่างกัน โดยเราสามารถสร้างสัมพันธ์กับนักเรียนบ้านอื่นๆ และชวนพวกเขาเข้าร่วมกับเราได้ ทั้งนี้การกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง เราสามารถเลือกเส้นทางการเล่นที่แตกต่างจากเดิม เพื่อดูเรื่องราวของตัวละครในมุมมองที่แตกต่างกันได้ ทั่งนี้เรื่องราวในแต่ละบ้านจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน และเรื่องราวครึ่งหลังของเกมจะแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตัวเรานั้นเลือกอยู่กับใคร รวมไปถึงตัวเลือกที่เราเลือก

เรื่องราวครึ่งแรกของตัวเกมจะเกี่ยวกับ Garreg Mach และความลับของมัน โดยในทุกๆ เดือน นอกจากการเรียนรู้ที่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ความจริงของเรื่องราวเองก็ก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน ที่น่าสนใจก็คือ การเล่นตัวเกมใหม่ในแต่ละรอบ โดยทำการเปลี่ยนเส้นทางการเล่นใหม่ เราจะพบกับความจริงในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งช่วยเสริมเรื่องราวของตัวเกมให้ชัดเจนกว่าเดิม และเมื่อเราดำเนินเรื่องราวภายในเกมผ่านไป 5 ปี เรื่องราวในเกมจะเดินเรื่องเข้าสู่ช่วงสงคราม ในขณะที่โครงสร้างเกมทั้งหมดจะยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่เนื้อเรื่องช่วงนี้จะพุ่งเป้าไปที่เรื่องราวของแต่ละบ้านที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มันกลายเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เมื่อเพื่อนเก่าผันตัวกลายเป็นศัตรูที่ต้องเผชิญหน้า และแน่นอนว่าเราไม่ต้องการฆ่าเขา ซึ่งนั่นรวมไปถึงนักเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากคำแนะนำของเราด้วย การต่อสู้ช่วงท้ายๆ ของตัวเกมจะท้าทายมากกว่าเดิม ด้วยการเดิมพันที่สูงขึ้น และเลย์เอาต์แบบหลายเลน ที่เราต้องใช้ความคิดล่วงหน้าในแผนการเล่นไปอย่างมาก ความสำเร็จในการต่อสู้เหล่านี้เป็นรางวัลแก่เราที่เหลือเชื่อ เพราะมันทำให้เราได้เห็นถึงความพยายามในการปั้นนักเรียนของเราไปจนถึงจุดสูงสุดนั่นเอง

Fire Emblem: Three Houses เป็นเกมที่ดีสำหรับการเริ่มเล่นใหม่ เราจะอยากรู้เกี่ยวกับความลับมากมายของตัวเกมที่ซ่อนเอาไว้อยู่ และสิ่งเหล่านั้นจะปลดออกมาเมื่อเราต้องเล่นตัวเกมซ้ำเท่านั้น รวมไปถึงเรื่องราวของตัวละครหลายๆ ตัว ที่ในครั้งก่อนเราอาจไม่สนใจเป็นต้น นั้นทำให้การเริ่มต้นใหม่ จากความรู้ที่เรามีอยู่ในตัวเกมครั้งแรก เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม และสดใหม่มากกว่าเดิม และด้วยทุกๆ สิ่งของตัวเกม มันจึงกลายเป็นเกมที่ยากจะวางลง แม้ว่าเราจะเล่นตัวเกมจบไปแล้วก็ตาม

แหล่งที่มา gamespot.com



สินค้าที่เกี่ยวข้อง – ดูทั้งหมด
Steam Wallet THB
Steam Wallet THB
12.5 ฿ - 2,000 ฿
เลือกซื้อ
ไอดี FGO (JP) - จินาโกะ
ไอดี FGO (JP) - จินาโกะ
ID สำหรับผู้เล่นใหม่
เลือกซื้อ
ไอดี FGO (JP) - สกาฮะ
ไอดี FGO (JP) - สกาฮะ
ID สำหรับผู้เล่นใหม่
เลือกซื้อ
เกม Uplay
เกม Uplay
ตัวเกมส์
เลือกซื้อ
Copyright © 2020 GGKeyStore All rights reserved.
Privacy Policy | Terms of Service