Overwatch 2 ได้ปรับปรุงระบบการเล่นหลัก (core gameplay) และตัวละครที่แฟนๆ ชื่นชอบ แต่ก็สูญเสียสปิริตเก่าบางส่วนไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ฉันลงทุนไป 700 ชั่วโมงเล่น Overwatch ภาคแรก สิ่งที่ทำให้ฉันอยู่กับ Overwatch 2 ได้นาน คือ การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายหลายอย่างที่ผลักดันให้ซีรีส์นี้ก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ เอกลัษณ์ที่ทำให้ฉันเป็นแฟนตัวยงของ Overwatch อาจต่างกับบางคนที่ไม่สนใจเกมที่ต้องเล่นร่วมกันหลายคน
Overwatch 2 ได้เสนอสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวละครใหม่, การทำเกมเป็น 5v5 และมี Push mode สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นสิ่งใหม่ แต่ก็คงรักษาศิลปะแนวเดิมไว้ เช่น การบังคับโหมดเดินหน้าถอยหลังในฉากการต่อสู้ และระบบการเล่นหลักที่แฟนๆ ชื่นชอบ แม้เกมได้ติดตั้งและเพิ่มเติมหลายอย่างลงไปในเกม แต่ผู้เล่นเก่า สามารถคุ้นเคยในหลายๆ อย่างเหล่านั้น จนน่าจะเรียกว่าเป็นการอัพเดทมากกว่าจะเรียกว่าเป็น Overwatch 2 แล้วยังรู้สึกว่าเกมได้ถอยห่างจากเสน่ห์และหลักการเดิม
รีวิวเกม Overwatch 2การเปลี่ยนแปลง Overwatch 2 ที่เห็นชัดมากอย่างหนึ่งคือ การต่อสู้ 5v5 รูปแบบใหม่ ในขณะที่ Overwatch ภาคแรก มี 6 ฮีโร่ต่อทีม ซึ่งแบ่งหน้าที่ เป็นฝ่ายโจมตี (damage) 2 ตัว, ฝ่ายสนับสนุน (support) 2 ตัว ฝ่ายปกป้อง (tank) 2 ตัว ซึ่ง Overwatch 2 จำกัดให้แต่ละทีมมี tank ได้เพียง 1 เดียว และกลายมาเป็นการต่อสู้ที่ต้องอาศัยพลังและความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องธรรมดาที่ tank 1 ตัวต้องดูดซับการโจมตี (damage) มันเป็นความเป็นความตายที่ทั้งทีมต้องสนับสนุนกันเองเพื่อให้มีพลังพอที่จะตีฝ่าแนวป้องกันของอีกทีม ถึงเวลามันอาจหงุดหงิด ที่ tank บางตัวยังอยู่ห่างไกลการยืนหยัดและดูดซับแรงโจมตีอย่าง Reinhardt ในขณะที่บางตัวเก่งในการตามล่าและกำจัดศัตรูกลับอยู่ห่างออกไป อย่าง Roadhog
การมี tank 2 ตัว ทำให้คุณสามารถจัดวางเป็น 2 แบบให้กับทีมของคุณ พอเหลือตัวล่อเป้าเพียงตัวเดียว(แทนที่จะผลัดกันเล่น 2 ตัว) แต่เกมได้เปลี่ยนให้ tank มีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น กลายเป็นตัวละครที่ต้องทำงานร่วมกันให้เป็นไปตามแผน ที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ (หรือ หยุดอยู่กับที่) ของคุณ และยังช่วยให้เห็นความสำคัญของฮีโร่แต่ละตัวในการฟอร์มทีมว่า ต้องมีกันและกันมากกว่าเดิม(ต้องอาศัยกันมากขึ้น) มันดูแกร่งอย่างที่ว่า แต่ในความซับซ้อนบวกกับกลยุทธแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กลับที่ทำให้เกมน่าสนุกยิ่งขึ้น ยิ่งเป็นหลักประกันชัยชนะ ก็ยิ่งสร้างเสียงโห่”ไชโย”ที่มีความหมาย
มาดูโหมดที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น ที่เพิ่มเข้าไปใหม่ใน Overwatch 2 คือ Push mode คือ เมื่อแต่ละทีมมาถึงกึ่งกลาง map จะพบ 1 โรบ็อต และ 2 บาเรียตั้งอยู่ข้างละฝ่าย ทีมที่ปลดล็อคโรบ็อตได้แล้วจะเริ่มผลักดันบาเรียของอีกฝ่าย ทีมไหนยึดพื้นที่ได้มากกว่าเมื่อจบการแข่งขัน ทีมนั้นจะเป็นผู้ชนะ ทุกเกมที่ฉันเล่นฉุดลากกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนเล่นชักกะเย่อกันจริงๆ มันสามารถเปลี่ยนคุณเป็นฝ่ายรุก หรือฝ่ายรับได้ตลอดเวลา นี่เป็นความยอดเยี่ยมที่ Overwatch 2 ทำได้
รีวิวเกม Overwatch 2่วนการเปลี่ยนแปลงระบบให้รางวัล (reward) แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย อย่างเวอร์ชั่นที่ปล่อยออกมาให้เล่นฟรี มาพร้อมกับการเสนอฟีเจอร์ในเกมที่ไม่น่าประทับใจ มันคือระบบ Battle Pass แทนที่จะเป็นกล่องสุ่ม Loot Boxes Overwatch 2 จะให้ผู้เล่นตกแต่งตัวละครได้ตามใจชอบแต่ต้องใช้ Battle Pass ซึ่งกว่าจะจบซีซั่นต้องใช้เวลาถึง 9 สัปดาห์ Battle Pass มาในเวอร์ชั่นแบบฟรีและพรีเมียม แบบพรีเมียมจัดจำหน่ายในราคา 1,000 Overwatch Coins หรือ $10 USD
อีกเรื่องที่ทำให้แปลกใจ ทั้งที่รู้ว่า เขามีจุดประสงค์อะไร คือ คนที่ไม่เคยเล่น Overwatch มาก่อน จะมาเล่น Overwatch 2 กับตัวละครทั้งหมดได้นั้น ต้องเล่นครบ 100 รอบ (match) ก่อนจึงจะมีสิทธิเข้าถึงตัวละครทุกตัว ทีมฉันเรียกมันว่า นี่เป็นด่านแรกที่เกมต้องการให้ผู้เล่นใหม่คุ้นเคยกับมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นการป้องกันผู้เล่นที่ใช้ smurf account ซึ่งอาจสร้างปัญหาในภายหลัง ดูมันจะเป็นความคิดที่โหดร้ายและไม่จำเป็นกับผู้เล่นที่ต้องล็อคอิน 10-20 ชั่วโมงเพื่อพิสูจน์ตัวเองเพื่อปลดล็อคฮีโร่ นี่เป็นอีกเรื่องที่ดู Overwatch จะไม่มีสปิริตที่เชียร์ให้ผู้เล่นต้องออกล่าอย่างสะเปะสะปะเพื่อพิสูจน์การค้นหาในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุด รู้สึกว่าพฤติกรรมแบบนี้มันไม่แฟร์เมื่อเทียบกับการปลดล็อครายชื่อเพียงนิดเดียว
รีวิวเกม Overwatch 2จุดสําคัญที่ทำให้ Overwatch 2 ดูเป็นเกมอัปเดตสำหรับเล่นกันหลายคนได้อย่างน่าทึ่งคือกลไกที่ใช้ในการต่อสู้ระหว่างทีมนั้น มันน่าตื่นเต้นมาก แต่ถ้าจะบอกว่านี่เป็นภาคต่อ ก็ต้องบอกว่า มันสะดุด การเปลี่ยน Core Gameplay นั้นก้าวถูกจุดแล้ว แต่กลับผสมผสานความซับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี โชคดีที่เป็นเกมออนไลน์ พอ Blizzard ได้รับฟีดแบคจากผู้เล่น เขาก็เพิ่มเติม หรือเพิ่มทางเลือกให้ อย่างน้อยที่สุด ในฐานะสตูดิโอที่มั่นคง ควรทำเรื่องเหล่านี้ได้ มีสิ่งดีๆ อีกหลายอย่างที่พบใน Overwatch 2 อย่างเช่นความดุเดือดเผ็ดมันในเกมต่อสู้ที่ต้องใช้พลังและความคิดยังคงสร้างความเมามันให้แฟนๆ
จุดเด่น