Fun Fact: Voice of Cards เป็นสุดยอดซีรีย์น่าสนใจ ซึ่งออกมาแล้ว 2 ภาค ได้แก่ Voice of Cards: The Isle Dragon Roars และภาค Voice of Cards: The Forsaken Maiden สำหรับภาคนี้เป็นภาคใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวร้อนๆ กับภาค Voice of Cards: The Beasts of Burden โดยตัวเกมภาคนี้และภาคเก่าๆ ที่ผ่านมา มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แต่ความเข้มข้นของเนื้อหาเพิ่มขึ้นมาก
Voice of Cards: The Beasts of Burden ดำเนินมาจากเรื่องราวของหญิงสาวที่ชื่อว่า Al’e หญิงสาวคนหนึ่งที่ฝันเห็นดวงดาวมากมาย Al’e อาศัยอยู่ในหมู่บ้านใต้ดินซึ่งถูกโจมตีโดยมอนสเตอร์อยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้จำนวนของเสบียงและผู้อาศัยลดลงเรื่อย ๆ Al’e เป็นนักรบที่มีความสามารถ ตอนที่เธอกำลังออกไปต่อสู้กับมอนเตอร์อีกกลุ่ม ก็มีมอนสเตอร์อีกกลุ่มลักลอบเข้าไปในหมู่บ้านและฆ่าทุกคนที่นั่น รีวิวเกม Voice of Cards: The Beasts of Burden ด้วยความโศกเศร้าที่เธอสูญเสียเพื่อน ๆ และแม่ Al’e ได้ถูกเด็กชายลึกลับคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะช่วยเธอให้พ้นจากความโศกเศร้าไปอยู่ด้วย การอยู่ที่นี่ช่วยให้เธอได้เรียนรู้ว่าพลังพิเศษที่มีนั้นทำให้เธอสามารถควบคุมมอนสเตอร์ได้ หลังจากค้นพบความสามารถใหม่และการได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรใหม่ของเธอ Al’e จึงออกเดินทางเพื่อไปแก้แค้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่บุกทำลายบ้านของเธอเมื่อครั้งก่อน
The Beasts of Burden ตัวเกมมีความป่าเถื่อนและลึกลับกว่าภาคก่อนๆ นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ชีวิตถูกทำลายโดยมอนสเตอร์และสร้างความเกลียดชังที่มาจากความบอบช้ำทางจิตใจของพวกเขา แต่พวกเขายังมีช่วงเวลารื่นเริงอีกมากมายที่จะพบได้ตลอดขณะที่เดินทางไปในดินแดนรกร้าง ในหลายๆ ด้าน
รีวิวเกม Voice of Cards: The Beasts of Burden การเล่าเรื่องของเกมเป็นการเล่าแบบตอนๆ มากกว่าภาคก่อน เช่น การสังหารมังกรหรือช่วยเหลือหญิงสาวที่ความจำเสื่อม ไม่ว่าจะกำลังค้นหาสมาชิกที่หายไปของคณะละครสัตว์ในทะเลทรายหรือติดตามมอนสเตอร์ในตำนานที่ซ่อนตัวอีกด้านของทะเลสาบไฟ โดยแต่ละตอนมีส่วนที่สำคัญในการพัฒนาตัวละครของทีม
The Beasts of Burden ใช้รูปแบบการเล่นพื้นฐานเดียวกับสองภาคก่อน คือเป็นเกม JRPG ที่ค่อนข้างเรียบง่ายที่มีการ์ดจำนวนมาก โอเวอร์เวิร์ลคือชุดการ์ดที่วางคว่ำหน้า และคุณสามารถมองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ด้านหลังโดยการย้ายโทเท็มของคุณ ซึ่งเป็นตัวแทนของทีมคุณ ไปยังการ์ดถัดไปที่อยู่ติดกัน โดยฉากใหม่ที่จะค่อยๆ เปิดเลย์เอาต์ของพื้นที่ใหม่อย่างช้าๆ โดยที่คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคุณจะพบอะไรถัดไป การ์ดใบที่คว่ำอยู่นั้นอาจจะเป็นแค่กำแพง, หีบสมบัติหรือไม่ก็ถ้ำลับก็ได้ ถึงแม้ว่าพื้นที่ใหม่ในแผนที่จะช้าไปบ้าง แต่ความสามารถในการข้ามไปยังการ์ดที่พลิกก่อนหน้านี้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องเดินสวนกลับไปกลับมาในทุ้งหญ้าหรือพื้นที่รกร้างมากกว่าหนึ่งครั้ง
รีวิวเกม Voice of Cards: The Beasts of Burden ระบบใหม่ของ The Beasts of Burden คือระบบจับมอนสเตอร์ ซึ่งเพิ่มระดับความยากของเลเวลเริ่มต้นให้กับการต่อสู้และการสร้างตัวละครของคุณโดยทั่วไปแล้วศัตรูทุกตัวรวมถึงบอสที่คุณต่อสู้ด้วยนั้นสามารถโดน Al’e ปราบได้และเปลี่ยนการ์ดที่สามารถติดตั้งให้กับตัวละครของคุณ การ์ดแต่ละใบจะทำหน้าที่และประโยชน์ต่างกัน เช่น การโจมตีด้วยพลังพื้นฐานหรือการป้องกันดีบัฟ หากคุณได้ทอยลูกเต๋าจำนวนหนึ่ง และตัวละครแต่ละตัวสามารสวมใส่พลังได้ถึงสี่ครั้ง นอกจากนี้การ์ดแต่ละใบยังมีอันดับดาวตั้งแต่ 1 จนถึง 5 โดยอันดับที่สูงกว่าของการ์ดเดียวกันจะมีเวอร์ชั่นที่แข็งแกร่งกว่าของเอฟเฟกต์ของการ์ดนั้นๆ
กลไกการฝึกฝนมอนสเตอร์นี้ช่วยส่งเสริมระบบการต่อสู้ของ The Beasts of Burden ได้อย่างมาก เนื่องจากตอนนี้นำระบบคลาสที่ต่ำกว่ามาต่อสู้แบบผลัดกันเล่นที่ผ่านการทดสอบ การปรับแต่งค่าสถานะตัวละครด้วยอุปกรณ์และสวมใส่การ์ดมอนสเตอร์ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทำให้มีพื้นที่มากมายในการทดลองจัดองค์ประกอบของทีม นอกจากนี้ความสามารถในการอัปเกรดการ์ดโดยการรวบรวมการ์ดวอร์ชั่นที่สูงกว่ามาใช้อัปเกรดจากการที่ได้เห็นมาก่อนหน้านี้
รีวิวเกม Voice of Cards: The Beasts of Burden ซาวด์แทร็กของเกม ควบคุมการกำกับโดยคุณ Keiichi Okabe, Oliver Good, และ Shotaro Seo อีกครั้ง โดยพวกเขาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการผสมผสานโน้ตเปียโนและเครื่องสายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในเกม ดนตรีมีคุณภาพที่ใช้เชิญชวนให้หลับ แต่มันเข้าได้ดีกับการบรรยายเกมไปเรื่อย ๆ โดยแสงไฟที่อบอุ่นในเกม และการเล่นเกมที่ดำเนินการไปอย่างช้าๆ เราอยากแนะนำให้คุณสวมใส่หูฟังขณะเล่น โดยจะสามารถรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากเพลงประกอบเหล่านี้ด้วย
รีวิวเกม Voice of Cards: The Beasts of Burden สรุปแล้ว Voice of Cards: The Beasts of Burden เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมที่มีการใช้พฤติการณ์ต่างๆ โดยการรวบรวมเรื่องราวที่เร้นลับและป่าเถื่อน กลไกการต่อสู้ใหม่ๆ และบรรยากาศสบายๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและดึงดูดผู้เล่น แม้เกมนี้เนื้อเรื่องจะค่อนข้างสั้น แต่ Yoko Taro และบริษัทได้ยกระดับซีรีส์นี้ไปอีกขั้นด้วยเกมใหม่นี้ หากคุณสนุกกับเกมสองภาคก่อนหน้าหรือกำลังมองหาเกมแนว JRPG ใหม่ที่ไม่ต้องใช้จ่ายมากมาย เราขอแนะนำเกมนี้เพราะมันคุ้มค่าทั้งเวลาและเงินของคุณอย่างแน่นอน