- แพลตฟอร์ม : PC, XONE, PS4, Switch
- คะแนน : 8/10 (GREAT)
การกลับมาของ Doom ในปี 2016 ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของค่าย Id Software เลยก็ว่าได้ ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นที่คลาสสิกเอาไว้เป็นอย่างดี เหมือนเรากลับไปเล่นเกมในยุคปี 90 แต่ดูดีด้วยงานกราฟฟิก ภาพ และการออกแบบที่ดุดัน ดังนั้น Doom Eternal จึงดูเป็นการก้าวไปด้านหน้าของตัวแฟรนไชส์ หรือก็คือการสร้างตัวแฟรนไชส์ขึ้นมาใหม่ก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวเกมก็ยังคงให้อารมณ์เหมือนเราทำร้ายสัตว์ประหลาดปีศาจมากกว่า สัตว์ประหลาดปีศาจเหล่านั้นทำร้ายตัวเรา เพราะเรานั้นคือ Doom Slayer ที่แข็งแกร่งที่สุดและฉลาดที่สุดนั่นเอง

oom Eternal คือเกมที่โดดเด่นด้วยการเล่นที่ว่าด้วยการสังหารหมู่ศัตรูจำนวนมากด้วยอาวุธของตัวเราให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไม่ว่าจะพลังชีวิต ชุดเกราะ หรือกระสุน เราสามารถหามันเพิ่มได้จากการสังหารหมู่พวกเหล่าฝูงมอนสเตอร์ และเหล่าสัตว์ประหลาดด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะบั่นหัว ฉีกสมอง หรือระเบิดทั้งตัว ตัวเกมสามารถให้เรากระทำได้ในตามแบบที่เราต้องการ อย่างไรก็ดี ตัวเกมไม่ปล่อยให้เราวิ่งไปรอบๆ แล้วกวาดล้างไปทั่วได้ ในทุกการต่อสู้ เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าปืนของตนเองที่ใช้นี้เหมาะสมกับศัตรูที่กำลังปะทะด้วยรึเปล่า เพราะศัตรูบางประเภท หากใช้อาวุธในการจัดการมันผิด กว่าจะจัดการมันได้ก็อาจจำเป็นต้องใช้เวลาจำนวนมาก

ในช่วงแรกๆ ตัวเกมมีหลายสิ่งอย่างให้เราต้องบริหารจัดการมากมาย ไม่ว่าจะอาวุธ เครื่องมือ กระสุน และพลังชีวิตของเราเอง ซึ่งเราจำเป็นต้องควบคุม และจดจำเอาไว้เสมอๆ Doom Eternal ไม่ใช่เกมที่เราจะใช้ปฎิกิริยาของตัวเอง หรือทักษะการเล็งในการผ่านตัวเกมไปได้ ตัวเกมถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นอย่างเราต้องรู้จักวางแผนการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ว่าจะทำอย่างไรให้ตนเองมีชีวิตรอด ในขณะที่สิ่งอื่นๆ ต้องตาย ทุกช่วงเวลาคือการวิเคราะห์สนามรบ เพื่อค้นหาศัตรูตัวต่อไป ที่เราสามารถฉีกกระชากมันเพื่อเพิ่มพลังชีวิตหรือกระสุนของเราให้เต็ม โดยการหาศัตรที่เราต้องใส่ใจเป็นอันดับแรก และปืนใดที่เราจะต้องหยิบนำมาใช้คือสิ่งที่เราต้องโฟกัสอยู่เสมอๆ

ในทุกการต่อสู้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความต่างระดับ ซึ่งเราสามารถกระโดดไปมา ละหลบหลีกฝูงมอนสเตอร์ไปมาได้ บางพื้นที่ก็ค่อนข้างแคบ จนเราไม่อาจมองเห็นตัวศัตรูได้ทั้งหมด ในท้ายที่สุดเมื่อเราจับจังหวะตัวเกมได้ Doom Eternal จะเปรียบเป็นส่วนขยายที่ดีของ Doom 2016 ระหว่างการเล่น เราจะได้ออกสำรวจตัวแมป ซึ่งจะมีของ หรือไอเทมพวกของอัปเกรด และ Mods ปืนซ่อนอยู่มากมาย โดยระบบการสำรวจของตัวเกมถูกออกแบบมาได้สนุก ไม่แพ้กับการบุกรังฆ่าล้างผลาญฝงูศัตรูเลย

เนื้อเรื่องของตัวเกมใช้เวลาเล่นประมาณ 16 ชั่วโมงถึงจะจบแบบสมบูรณ์ทั้งหมด ซึ่งนั่นรวมไปถึงความลับต่างๆ และการต่อสู้มากมายสำหรับคะแนนอัพเกรด ตัวเกมยังคงเสน่ห์ทั้งมุขตลก รวมไปถึงรูปแบบการเล่นไว้อย่างครบถ้วน น่าเสียดายที่ตัวเกมไม่ได้ถูกออกแบบให้โฟกัสกับเนื้อเรื่องมากนัก เราจึงอาจไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้สักเท่าไหร่ โดยนอกเหนือจากโหมดเนื้อเรื่องแล้ว Doom Eternal ยังมีโหมดผู้เล่นหลายคนที่ถูกเรียกว่า Battlemode เข้ามาเพิ่ม ซึ่งเป็นโหมดการเล่นแบบ Deathmatch แบบดั้งเดิมของ Doom 2016 แต่มาในสไตล์ 2v1 เมื่อผู้เล่นฝั่งหนึ่งจะรับบทเป็น Doom Slayer และอีก 2 คนจะรับบทเป็น Slayer

โหมด Battlemode ค่อนข้างเป็นโหมดที่ท้าทาย ซึ่งสามารถความรู้สึกดั้งเดิมของตัวเกมเอาไว้ได้ และยังได้เพิ่มความสนุกในฝั่งของ Slayer ที่ต้องมาวางกลยุทธเพื่อปราบ Doom Slayer เพียงตนเดียว โดยในเกม Slayer จะมีพลังพิเศษ และรูปลักษณ์มากมายให้เราได้เลือกเล่น ส่วน Doom Slayer ยังคงทรงพลังและใช้อาวุธต่างๆ ได้เช่นเดิม กล่าวได้ว่าโหมด multiplayer คือโหมดที่ถูกอัปเกรดจนสนุก โดยเฉพาะโอกาสที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นเป็น Slayer มีหลายสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึง ไม่ว่าคุณจะเล่นบทบาทใดใน Battlemode มันจะมอบประสบการณ์การเล่นที่ท้าทายให้กับคุณอย่างแน่นอน โหมดนี้ไม่ได้เพิ่มความหลากหลายในการเล่นมากนักสำหรับผู้เล่น การรับบทเป็น Slayer ช่วยให้คุณลองหนึ่งในห้า Hellions แม้ว่า Battlemode จะแตกต่างไปในทางที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่จุดเด่นหลักของตัวเกม นั่นทำให้ความแปลกใหม่ของการเผชิญหน้ากับคนอื่น ไม่ได้เพิ่มอะไรมากมายให้กับสูตรพื้นฐานของตัวเกมมากนัก