- แพลตฟอร์ม : PS5
- คะแนน : 9/10 (SUPERB)
Demon's Souls เวอร์ชันรีเมคโดย Blue Point ในครั้งนี้ ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากทั้งตัวผู้เล่นเอง และเหล่าผู้วิพากย์วิจารณ์เกมอย่างถ้วนหน้า โดยเวอร์ชันนี้เป็นเวอร์ชันสำหรับเล่นบน PlayStation 5 แน่นอนว่าระบบและกราฟิคได้มอบประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว และพวกเขายังประสบความสำเร็จสำหรับการที่ยังให้ประสบการณ์เดิมแก่ผู้เล่นเดิม ในเวลาเดียวกันกับที่ต้องผจญภัยเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่
ตัวเกมยังคงเป็น Demon's Souls ที่ผู้เล่นเดิมยังคุ้นเคยจากผู้พัฒนา From Software เนื่องจากทาง Blue Point ยังคงความเป็นต้นฉบับที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองสูงเอาไว้ แต่พวกเขาได้ทำการแก้ไขและปรับแต่งบางอย่างเพิ่มเข้ามาเพื่อให้สมกับที่รีเมคเพื่อลงในแพลตฟอร์ม PlayStation 5 มอนสเตอร์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม และการโจมตีของพวกมันก็ยังคงรูปแบบเดิม รวมถึงกับดักและกลไกต่างๆ ในเกม
สำหรับอาณาจักร Boletaria ซึ่งเป็นอาณาจักรที่นับว่าเป็นสถานที่หลักในการดำเนินเนื้อเรื่องของเกม รูปลักษณ์ของอาณาจักรเปลี่ยนไปเล็กน้อย จนทำให้เรารู้สึกว่ามันทำให้เราต้องระมัดระวังตัวในการเล่นเกมมากกว่าที่เคย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามอนสเตอร์รวมถึงสิ่งอันตรายต่างๆ ยังคงอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่แปลกตาไปก็ยังทำให้เรารู้สึกกลัวได้ และแน่นอนว่ากว่าจะสามารถพิชิตมอนสเตอร์ได้ ก็ใช้เวลาหลายสิบครั้งกว่าจะเข้าถึงจุดที่เรียกว่า ได้รับชัยชนะจากการต่อสู้
อีกสิ่งหนึ่งที่ Blue Point ปรับปรุงแก้ไข และทำให้เรารู้สึกว่า Demon's Souls เป็นเกมที่พิเศษมากยิ่งขึ้น คือการผสานความสร้างสรรค์ของผู้พัฒนาให้ผสานกับต้นฉบับของเกมโดย From Software นั่นแสดงให้เห็นว่าทีมผู้พัฒนาใหม่มีความรักในเกมนี้อย่างมาก จึงเคารพเอกลักษณ์เดิมของเกมไว้ทั้งหมด และเพิ่มความน่าตื่นเต้น น่าสนใจไปกับองค์ประกอบรวมแทน
Blue Point ยังทำการปรับปรุงแก้ไขลักษณะภายนอกของตัวละครหลักและมอนสเตอร์ต่างๆ เราไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่ามันทำให้ความสวยงามโดยรวมลดลงหรือดูดีขึ้น เพราะแต่ละคนก็มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ผู้เล่นจะรู้สึกเหมือนเดิมคือ ในขณะที่กำลังผจญภัยอยู่ในที่ที่คุ้นเคย แต่ก็สามารถซึมซับรายละเอียดใหม่ๆ เข้ามาได้ จนทำให้สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า เราได้เล่น Demon's Souls ในรูปแบบที่สดใหม่ขึ้นกว่าเดิม
เอฟเฟคท์ของแต่ละสถานที่ในเกมเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ และมีความสวยงามมากกว่าที่เคย Blue Point ได้สร้างบรรยากาศที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายให้กับผู้เล่น ยกตัวอย่างเช่นอุโมงค์เขาวงกต Stonefang ที่ทำออกมาได้ดี หรือ Valley of Defilement ที่แม้ว่าจะดูน่ากลัว แต่มันก็สวยงามในเวลาเดียวกัน
และเมื่อเดินทางถึงศูนย์กลางหรือ The Nexus ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้กลับมายังบ้านหลังเดิมที่แสนอบอุ่นอีกครั้ง ในขณะที่ก่อนหน้านี้มันเป็นสถานที่ที่น่ากลัวของผู้เล่นหลายคน สถาปัตยกรรมน่าขนลุกในบริเวณนั้นถูกเติมเต็มด้วยการเพิ่มแสงไฟโทนอบอุ่น รวมถึงเพลงออเครสตาที่ใช้ประกอบฉากดังกล่าว จนทำให้ผู้เล่นหลายคนรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้กลับมาเล่นเกมที่ตัวเองรักอีกครั้ง
สภาพแวดล้อมของเกมมีรายละเอียดที่สมจริงจนซึ่งนี่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มอบความไฮป์ให้กับแฟนเกมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการกระเพื่อมของน้ำ หรือร่องรอยการแกะสลักของหิน รวมถึงการเพิ่มเนื้อเรื่องลงไปในเรื่องราวของ Stockpile Thomas ที่อาศัยอยู่ใน The Nexus อีกด้วย ทีมงานได้เพิ่มรายละเอียดการแสดงสีหน้าของ Thomas ที่ทำให้มีอารมณ์ร่วมกับเขามากขึ้น
สำหรับเสียงของตัวละครต่างๆ ในเกม Blue Point ได้เชิญนักพากย์เสียงเซ็ตเดิมกลับมาให้เสียงอีกครั้ง บางตัวละครก็ใช้เสียงเดิมเลย บางตัวละครก็เป็นการอัดเสียงใหม่ รวมถึงเสียงเอฟเฟคท์ต่างๆ ที่เรายังคงคุ้นเคย
สิ่งสำคัญของเกมนอกจาก The Nexus ก็คือ 'อาร์คสโตน' ซึ่งก็คือแผ่นหินพลังเวทย์ที่เปรียบเสมือนประตูเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ตั้งของอาร์คสโตนทั้งหมด 6 แผ่น และเชื่อมโยงไปยังจุดศูนย์กลางนั่นก็คือ The Nexus ซึ่งหินแห่งพลังเวทย์นี้สามารถนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระวังโบเลทาเรียน ที่อยู่ในสภาพปรักหักพัง พระราชวังถูกล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศสยองขวัญ เสียงสัตว์ป่าที่ล้อมรอบ เสียงของความวังเวง สามารถได้ยินอย่างชัดเจนเมื่อเล่นบน PS5 จึงทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละ เป็นการพัฒนาเกมให้ดีขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยม เราจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจที่ดูหวาดกลัวและเหน็ดเหนื่อยของตัวละคร, เสียงแมลงวันตอมซากศพ, เสียงยิงธนูที่ชัดเจน จนทำให้เรารอดจากภัยอันตรายหลายครั้งจากเสียงที่คมชัดนี้
แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับ Dark Souls, Bloodborne และ Sekiro แต่ Demon's Souls มีความแตกต่างกับเกมเหล่านั้นอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นความยากและซับซ้อนที่ผู้เล่นสามารถทำความเข้าใจได้ยากกว่าเกมอื่น (ในความคิดของเราเมื่อได้เล่นเอง) จนทำให้เป็นการยากกว่าจะคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่สักสถานที่นึง แน่นอนว่าเราจะต้องตายหลายรอบกว่าจะผ่านสักด่านไปอย่างแน่นอน แม้มันจะดูโหดร้าย แต่กราฟิคของสภาพแวดล้อมโดยรวมมีความสวยงามอย่างมาก จนเรารู้สึกว่า มันเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นขณะเรากำลังนอนหลับฝันดี แบบนั้นเลย
ทางด้านบอสของเกมในแต่ละด่านก็ยังคงเดิม เช่น The Vanguard ที่ดูไม่เหมือนตุ๊กตาจากยุค 90 อีกต่อไป และกลายเป็นปีศาจเพชรฆาตที่น่ารังเกียจสมจริงมากยิ่งขึ้น, Tower Knight ที่ดูสง่างามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันสามารถทำให้เราสั่นกลัวไปทั้งตัวได้ในทันทีที่เหวี่ยงอาวุธจะโจมตี, Flamelurker ที่การเคลื่อนไหวสมูทมากขึ้น จนทำให้ผู้เล่นรู้สึกกดดันมากกว่าเดิม ด้วยองค์ประกอบในเกมที่ได้รับการพัฒนา ทำให้ผู้เล่นรู้สึกราวกับตกนรกทั้งเป็นเมื่อต้องปะทะกับบอสของด่าน
Demon's Souls ยังเป็นเกมที่ดีที่สุดบนคอนโซล PS5 ในความคิดของเรา ยิ่งปรับเฟรมเรทและความคมชัดมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเกมก็ยิ่งสวยงามขึ้นมากเท่านั้นโดยปราศจากปัญหา แม้กระทั่งโหมด 4K 1440p ก็ยังลื่นไหลและให้อารมณ์กับผู้เล่นได้เป็นอย่างดี ราวกับเราได้ดูภาพยนตร์ไปพร้อมกับการเล่นเกม นี่นับว่าเป็นการพัฒนาของเกมที่แตกต่างจากสมัย PS3 ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งนั่นแปลว่าตัวเกมมีชีวิตชีวาในแบบฉบับของตัวมันมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากเสียงและกราฟิค การเคลื่อนไหวของตัวละครยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงความสมใจมากยิ่งขึ้น โดย Blue Point ได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่องจากความคิดเห็นของผู้เล่นอย่างหนัก ซึ่งพวกเขาทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น การบริโภคไอเทม, การโจมตีและหลบหลีก, ความเฉื่อยของการโจมตีจากมีดหรือดาบที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง เรียกได้ว่า ทำให้ผู้เล่นฟินจนไฮป์เลยล่ะ
อย่างไรก็ตาม Demon's Souls ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างในความคิดของเรา คือระบบที่ค่อนข้างยุ่งยากแบบเดิมกับที่เคยมีในเวอร์ชัน PS3 ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการทำภารกิจ หรือการใช้ไอเทมเฉพาะทาง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อมูลสอนรุบะอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่อาจจะสับสนและมึนงงว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ต้องพยายามลองผิดลองถูกหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขด้วยการค้นหาข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนต่อไป ซึ่งสามารถหาในเว็บบอร์ดหรือกระทู้เกี่ยวกับเกมนี้ในภาคก่อนได้ เพราะพวกเขายังคงระบบการแก้ไขปัญหาแบบเดิม
อีกหนึ่งก็เสียของเกม Demon's Souls คือ ความล้าหลังที่หลบซ่อนอยู่ในเกมอย่างแนบเนียน อยากที่เราบอกกับทุกคนว่านี่เป็นเกมรีเมคที่ยังคงเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ได้ ทำให้หลายอย่างในเกมไม่ค่อยเข้ากับยุคสมัยนี้ และดูซ้ำซากน่าเบื่อในสายตาผู้เล่นหน้าใหม่บางคน แต่ข้อเสียนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นเสียอรรถรสในการเล่นเกมมากเท่าไหร่นัก
สุดท้ายแล้ว Demon's Souls เป็นเกมที่เหมาะสมกับการเล่นบน PS5 อย่างแท้จริง พวกเขาพัฒนาให้สามารถเล่นบนคอนโซลนี้ได้อย่างเหมาะสมและราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรคและบัคแสนจะน่ารำคาญใจที่เกิดขึ้นกับเกมอื่นที่วางขายบน PS5 และเป็นการนำเกมเดิมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว มาปรับปรุงทำให้ดีขึ้น จนทำให้เรากลับไปตกหลุมรัก Demon's Souls อีกครั้ง