- แพลตฟอร์ม : PC, PS4, XONE
- คะแนน : 9/10 (SUPERB)
The Outer Worlds เป็นเกมที่มีรูปแบบการเล่นที่แทบจะไม่ต่างไปจากเกม Fallout นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับตัวเกมแบบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เพราะตัวเกมมีรูปแบบการเล่นในสไตล์ความเป็น RPG ของ Bethesda แบบแป๊ะๆ แต่อย่างไรก็ตาม The Outer Worlds ไม่ได้เป็นแค่เกมที่แค่เหมือน Fallout แต่มันคือเกม Fallout ที่มีทุกสิ่งอย่าง ที่ทำให้คนหลงรักอยู่ภายในทั้งหมด The Outer Worlds นำเอาวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดของเกม Fallout มาปรับให้ดูน่าสนใจ และทันสมัยยิ่งขึ้น มันมีระบบการสำรวจที่สมจริงเป็นอย่างมาก และการต่อสู้ในสไตล์ที่ถูกสร้างขึ้นบน Unreal Engine นั่นทำให้ตัวเกมดูดี และดูทันสมัย
__The Outer Worlds นำเสนอจิตวิญญาณเช่นเดียวกับเกมอย่าง Interplay และ Black Isle Fallout หรือเช่นเดี่ยวกับเกม RPG บน PC ในยุค 90 มันทำให้ตัวเกมมีความซับซ้อนอย่างแท้จริง ตัวเกมมีการเล่าเรื่องเป็นโครงข่ายรูปใยแมงมุม ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ในหลากหลายวิธีผ่านทางตัวละครของเรา และเรายังจะได้เห็นผลลัพท์ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ตามสิ่งที่เราทำการเลือกเอาไว้อีกด้วย__
ผมไม่แปลกใจว่าทำไม The Outer Worlds ถึงมีกลิ่นอายของ Fallout ตัวต้นฉบับ เพราะคนที่ดูตัวเกมนี้ และพัฒนามันขึ้นมานั้นคือ Tim Cain และ Leonard Boyarsky ผู้สร้างเกม Fallout ตัวต้นฉบับ เอง แต่ผู้สร้างก็ไม่ใช่องค์ประกอบเดียวที่ทำให้ The Outer Worlds นั้นยอดเยี่ยม แต่ตัวเกม มีพื้นที่ หรือสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในสไตล์การผจญภัยในรูปแบบตะวันตก มันยกระดับการสร้างโลกให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ตัวละครยอดเยี่ยม เควสซับซ้อนหลายชั้น รวมไปถึงการต่อสู้ และงานเขียนที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

ใน The Outer Worlds เราเป็น 1 ในหลายพันคน ที่เหลือรอดชีวิตมาจากการจำศีลบนเรืออาณานิคมที่ถูกทิ้งร้าง เราได้นักวิทศาสตร์แปลกๆ เป็นผู้ปลดปล่อยเราจากการจำศีล และขอให้เราช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นๆ ของเราที่ยังถูกจำศีลอยู่ หลังจากนั้นเราจะได้สร้างตัวละครที่ค่อนข้างมมีความหลากหลาย รวมไปถึงระบบ Halcyon ที่เราจะได้เป็นผู้เลือกเองทั้งหมด ดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นเจ้าของโดยกองกำลังที่ต้องการใช้ระบบนิเวศบนดาวให้เป็นกลายส่วนหนึ่งของ ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเราจะได้พบกับตู้หยอดเหรียญจำนวนมากของบริษัทต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในเมือง และมีแสงสีที่คึกคัก รวมถึงดูน่าดึงดูดมากๆ ตัวดาวเคราะห์ที่เราอยู่ นั้นมีความหลากหลาย และความงดงามอย่างมีเสน่ห์ แต่มันจะเป็นความงามในสไตล์ retro-futuristic ซึ่งตรงข้ามกับ grimdark cyberpunk แบบคนละขั้ว

ความประทับใจแรกของเราที่จะเกิดขึ้นในเกม The Outer Worlds ก็คือ ตัวบริษัทที่เป็นฉากหลังของโลก นั้นมีอยู่หลายบริษัท ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ผลิตอาวุธ และยุทโธปกรณ์ ความเป็นทุนนิยมขององค์กรต่างๆ และต่างส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทุกสิ่งในโลกภายนอก การสำรวจของเรา จะยิ่งส่งผลกระทบต่อสั่งคมในระดับต่างๆ ที่แตกต่างกัน แม้ว่าหน้าตาของบริษัท หรือทุนนิยมต่างๆ จะถูกสร้างออกมาในรูปลักษณ์เชิงล้อเลียนก็ตาม ในตัวเกมเราจะได้พบกับตัวละครหลากหลายบุคคลิก ทั้งคนทำงานทั่วๆ ไป ข้าราชการที่เอารัดเอาเปรียบ ผู้บริหารที่ต้องการเปลี่ยนแปลงองกรค์จากภายใน บุคคลผู้ที่มีอุดมการณ์สุดโต่ง ซึ่งทุกแนวความคิดจะอยู่ระหว่างการรับใช้ตัวองค์กร หรือตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ The Outer Worlds มีจุดยืนที่เป็นจุดแข็งของตน ซึ่งเราสามารถรู้สึก และเข้าใจได้ในทันที

ด้วยความที่ The Outer Worlds เป็นโลกที่มีตัวละครค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่เราจะไม่ชอบตัวละครหลายๆ ตัวภายในเกม และที่เจ๋งคือ เราสามารถฆ่าตัวละครนั้นๆ ได้ โดย The Outer Worlds จะปรับตัวโลกในเกมใหม่ ให้ดำเนินต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวละครเหล่านั้นอยู่เลย ตัวเกมมีเสน่ห์มากๆ ในด้านบทสนทนาของตัวละครต่างๆ และมันไม่น่าเบื่อเลย แม้ว่าเราจะไม่สนใจตัวละครเหล่านั้นก็ตาม นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของตัวเกมเลยก็ว่าได้ และยังส่งผลต่อการตอบคำถาม หรือทางเลือก ที่ตัวละครของเราสามารถทำได้เป็นอย่างมาก เพราะด้วยจุดแข็งและความหลากหลายของโลก มันก่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติมากๆ ในด้านการสนทนา ซึ่งด้วยในตัวเกมมีการสนทนาเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเลือกตอบคำถามเอง ก็เยอะไม่ต่างกัน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของการสนทนา การเลือกใช้คำสั้นๆ แต่มีความหมาย อารมณ์ขันในคำบางคำ และเรื่องราวที่แฝงอยู่ในบทสนทนา มันทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อแต่อย่างใด

ในการผจญภัย หรือการต่อสู้ เราสามารถหา NPC มาเป็นเพื่อร่วมทางของเราได้ โดยเราสามารถเลือกตัวละคร 1 ใน 6 ตัว มาเป็นคู่หูสำหรับการผจญภัยของเราได้ โดยคู่หูของเรานี้เองก็ไม่ได้มีแค่ความรู้สึกของแค่การเป็น AI ที่เดินอยู่รอบๆ ตัวเรา แต่เราจะรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตจริงๆ ทั้งบทสนทนาที่มีลักษณะตามบุคลิกของตนเอง และจะมีการพูดร่วมกับตัวละครอื่นๆ ได้ในจังหวะสำคัญต่างๆ พวกเขามีการออกความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น นั้นเป็นกลไกเงื่อนไขหนึ่งที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ แต่สิ่งที่ทำออกมา มันกลายเป็นเสน่ห์ที่ยอดเยี่ยม โดยเราจะรู้สึกว่าการใช้เวลาร่วมกับพวกเขานั้น แทบไม่ต่างไปกับการไต่ไปสู่เป้าหมายสูงสุดภายในตัวเกมเลย

ตัวคู่หูของเรามีผังสกิลที่เป็นของตนเอง รวมไปถึงช่องใส่อุปกรณ์ต่างๆ ยุทธวิธีการต่อสู้ และความสามารถพิเศษต่างๆ ที่เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ทั้งหมด ตัวเกมมีระบบ Tactical Time Dilation (TTD) หรือคล้ายกับระบบการหยุดเวลาให้เดินช้าลง เพื่อวิเคราะห์การต่อสู้ แล้วทำการสั่งการคู่หู หรือเลือกรูปแบบกลยุทธของเราในการแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ นอกจากนี้ระบบการต่อสู้ หรือระบบความเสียหายของตัวเกมก็ค่อนข้างจะละเอียด เราสามารถทำลายบางส่วนของศัตรู เพื่อให้พิการ แขน ขา ขาด ทำลายอาวุธที่ศัตรูใช้ หรือจะแค่ทำให้ศัตรูสลบก็ยังได้ TTD เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราตัดสินในจังหวะสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้น เพียงแต่ว่าระบบ TTD นี้ ก็ไม่ใช่พลังพิเศษแต่อย่างใด แต่เป็นความสามารถหนึ่งภายในตัวเกม ที่เราจำเป็นต้องอัปเกรดเช่นเดียวกัน

แม้ว่า The Outer Worlds จะมีเนื้อแท้เป็นเกม RPG แต่รูปแบบการต่อสู้จริงๆ ภายในเกม จะโฟกัส หรือเน้นไปที่ความเป็น First-person Action เป็นหลัก ตัวเกมจะทำการผสมผสานทั้งเรื่อง parries, blocks, และ dodges เอาไว้ทั้งหมด มีทั้งอาวุธระยะประชิด รวมไปถึงปืนสำหรับโจมตีระยะไกล ให้เลือกอย่างหลากหลาย นั่นทำให้ตัวเกมมีระบบการเล่นที่ค่อนข้างเร็ว และให้ความรู้สึกที่ดี นอกจากนี้อาวุธในตัวเกมยังมีอีกหลายแบบที่ค่อนข้างโชว์ไอเดียที่สร้างสรรค์ออกมา เช่น ปืนที่ยิงแล้วย่อส่วนศัตรู เป็นต้น

ปัญหาเดียวของระบบต่อสู้ คือความยากของตัวเกม โดยถ้าเราอัปเกรดตัวละครของเราจนจุดสูงสุด เราจะไม่ต่างไปจากการเป็นอมตะ และนั่นจะทำให้เราไม่อยากทดลองกลไกการเล่นแบบอื่นๆ ต่อ เพราะตัวเกมมีระบบปรับแต่งสไตล์การต่อสู้ที่ค่อนข้างหลากหลาย มีระบบ Flaws ที่ให้เราเลือกเปิดข้อบกพร่องบางอย่าง แล้วนำไปไปเสริมจุดเด่นบางจุดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อเราปรับความยากของตัวเกมไปเป็นระดับ Supernova ระบบการต่อสู้ภายในเกมก็เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนไปทั้งหมด การต่อสู้จะเสี่ยงขึ้น การเซฟภายในเกมจะถูกจำกัด มีกลไกการเอาชีวิตรอดเพิ่มเติมเข้ามา เช่นความหิว ความกระหาย นั่นทำให้ทุกๆ กระบวนการเล่นของตัวเกม ล้วนกลายเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ไม่ใช่ทางออกเดียวในการแก้ปัญหาใน The Outer Worlds ในตัวเกมมีเส้นทาง หรือตัวเลือกให้เราได้ทำอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการ stealth, hacking, และ speech-related ซึ่งมีอยู่ตลอดทั้งตัวเกม น่าเสียดายที่ตัวเกมไม่สามารถเล่นแบบให้จบลงโดยไม่ให้เกิดการต่อสู้ขึ้นเลยไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเราในแต่ละเรื่องราว ในแต่ละภารกิจ ล้วนจะออกมาเป็นสีเทาๆ แทบทั้งหมด ซึ่งทุกสิ่งล้วนมอบอิสระให้แก่เรามากๆ นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องทำตามคำแนะนำของเควสหรือภารกิจแบบแป๊ะๆ ก็ได้ เราจะใช้เส้นทางอื่นๆ หาข้อมูลเพิ่มเติม หรือจะฆ่าคนมอบภารกิจ หรือทุกคนในเมืองก็ได้เช่นกัน

เมื่อจบเกม เราจะได้รู้ถึงเส้นทาง รวมไปถึงตัวเลือกในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญๆ ของเราตลอดทั้งเกม ซึ่งใช้เวลาไปกว่า 30 ชั่วโมง และมันมีความหมายสำหรับเราแบบมากๆ อย่างไรก็ตาม มันค่อนข้างยากทีเดียว ที่เราจะเข้าใจในขอบเขตทั้งหมดของตัวเกม ว่ามีผลลัพธ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหมดกี่แบบ มันอาจมีสิ่งที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อิสระที่เราได้รับในการเล่น มันเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมมากๆ The Outer Worlds เป็นโลกที่แสนพิเศษ มันไม่ใช่เกมสั้นๆ และมันเต็มไปด้วยตัวละครที่แสนจะยอดเยี่ยม สถานที่ที่น่าสนใจ และน่าสำรวจ ภารกิจลึกหลายชั้น และอะไรอีกหลายร้อยอย่าง ที่เราจะไม่เบื่อมันลงได้เลย แม้จะเล่นตัวเกมจบไปแล้วครั้งหนึ่ง เราก็ยังอยากจะลองเล่นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยวิธีที่แตกต่างกว่าเดิม มันเป็นประสบการณ์ RPG ที่คมชัด และทันสมัย น่าจดจำ