- แพลตฟอร์ม : PC, PS4
- คะแนน : 8/10 (GREAT)
ท่อใต้ดินอันมืดมิดและซับซ้อน พื้นผิวที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี นั่นคืออนาคต และดินแดนที่อยู่ของผู้คนในเกมซีรีส์ Metro ซึ่งเกิดจากอาวุธสงครามอย่างนิวเคลียร์ และเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของตัวเกม แต่การมาถึงของ Metro Exodus ได้ขยายขอบเขตของตัวเกมออกไป และเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเรา หรือตัวละคร Artyom และเราเพื่อนๆ ได้ออกเดินทางด้วยรถไฟ เพื่อออกตามหาดินแดนที่สงบ และไม่ปนเปื้อน เพื่อเรียกการใช้ชีวิตในอดีตกลับคืนมา ซึ่งถึงแม้ตัวเกมจะเปลี่ยนจากแนวมุดท่อดำท่อมืดๆ ไป กลายเป็นการเดินทาง แต่เอกลักษณ์ในการเล่น อย่างการย่อง หรือการดับไฟโจมตีก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน และเสริมด้วยอารมณ์การตัวรอด พร้อมความรู้สึกผูกมัด ที่ต้องพาทุกคนที่ออกเดินทางมา หนีรอดไปให้ได้

Artyom เป็นตัวเอกที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ว่ามนุษย์ควรดำเนิน หรือมีชีวิตอนู่นอกอุโมงค์ทางรถไฟใต้ดิน มันทำให้เขาดูมีปัญหา และมันแสดงให้เห็นถึงการกบฏกำลังจะเกิดขึ้น นั่นทำให้การเดินทางของเขาต้องเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ด้วยประการณ์ของเกมในภาคก่อน และเหล่าผองเพื่อนที่เชื่อใจ มันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นสำหรับการออกเดินทางยาวนาน 1 ปี ในทุกๆ สถานที่ที่รถไฟจะพาเราไปถึง

ความโดดเด่นของ Metro Exodus จะอยู่ที่หลายๆ บทของตัวเกม จะเปลี่ยนรูปแบบการตามเส้นทาง ให้กลายเป็นแบบกึ่ง Open World ที่มีฉากขนาดใหญ่ ให้เราออกสำรวจสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระ สิ่งนี้ต่างจากภาคก่อนๆ ที่เส้นทางจะกำหนดไว้แคบๆ และนอกเส้นทางที่ออกสำรวจจะมีของวางทิ้งไว้อยู่เสมอๆ แต่สำหรับแมปแบบกึ่ง Open World จะไม่ใช่ การกลายเป็นแมปรูปแบบนี้ มันบีบให้เราใช้ทรัพยากรณ์อันทรงคุณค่ามากๆ อย่างกระสุนไปอย่างเสียเปล่า และบางครั้งเราจะรู้สึกว่าตัวเกมได้โยนระบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Metro อย่างการเดินทางในที่แคบๆ และตรึงเครียดออกไปแล้ว โชคดีตัวเกมใส่เข้ามาเป็นแค่บางบท โดยเฉพาะเมื่อเราไปจนถึง Taiga ป่าอันเขียวชอุ่ม ตัวเกมจะพาเราเข้าสู๋บรรยากาศความตรึงเครียด และคับแคบอีกครั้ง

แต่สิ่งที่แมปแบบกึ่ง Open World พามา ก็คือเควสย่อยต่างๆ ที่ไม่ใช่เควสหลัก ซึ่งจะช่วยเราสำรวจแมปไปอย่างเป็นธรรมชาติ ที่น่าสนใจคือเควสย่อยเหล่านี้จะไม่ถูกบันทึกเป็นเช็คลิสต์ เราจะได้รับประสบการณ์การต่อสู้อย่างสมบูรณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Metro ได้รับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้รับทรัพยากรณ์เพิ่มเติม และขยายเรื่องราวของตัวเกมให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น ผ่านเรื่องราวเล็กๆ ของเควสย่อยเหล่านี้ ทั้งนี้แม้จะมีการเพิ่มแมปแบบกึ่ง Open World เข้ามา แต่รูปแบบการเล่น และบรรยกาศส่วนใหญ่ ก็ยังคงคล้ายตัวเกมในภาคก่อนอยู่เล่นเดิม ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นจุดแข็งของซีรีส์นี้้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะการจัดวางระดับความยากอย่างปราณีต ที่ปลายทางสุดท้าย เราก็ต้องฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง เป็นความไหลเวียนของภารกิจที่ดี เราจะได้สนุกกับการหาวิธีจัดการศัตรูแบบมนุษย์ให้ได้เงียบ และง่ายที่สุดเหมือนในภาคก่อนๆ รวมถึงสัตว์ประหลาดต่างๆ ก็ล้วนแต่ต้องใช้ หรือหาเทคนิคที่ต่างกันในการจัดการอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความเครียดให้กับเราเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นศัตรูแมงมุมกลายพันธ์ ที่จะทำให้เราเกลียดพวกแมงมุมเล็กๆ ที่จะปรากฎบนตัว หรือตามหน้าเราทันที หรือสัตว์กลายพันธ์แบบสะเทือนน้ำ สะเทือนบก ที่จะทำให้เราระแวงทุกครั้ง ที่ต้องเดินผ่านเข้าไปในบึงน้ำ

สิ่งที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างหนึ่งของเกมเกมนี้ ก็คือความหลากหลายของอาวุธ และการปรับแต่งได้อย่างละเอียด ซึ่งช่วยเสริม หรือหารูปแบบเอกลักษณ์การเล่นของเราได้อย่างอิสระ มันคือระบบที่สนุก และน่าพึงพอใจมากที่สุดของตัวเกมในภาคนี้เลยก็ว่าได้ ประเด็นคือ เราสามารถปรับแต่งปืนของเราได้ทุกที่อีกด้วย นั่นทำให้เราปรับตัวเข้ากับสถานที่ หรือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
โดย Workbenches และกระเป๋าสะพายหลัง จะช่วยชีวิตเราในตัวเกมภาคนี้ เพราะ Metro Exodus จะไม่มีร้านค้าที่เอาไว้ให้เราซื้อของเพิ่มอีกต่อไป แต่มันจะมาพร้อมกับระบบการคราฟของแทน ซึ่งนั่นทำให้เราต้องสะสมวัตถุดิบตามรายทาง เพื่อนำมาสร้างกระสุน ตัวกรองอากาศ ไปจนถึงอุปกรณ์เพื่อรักษาสภาพของอาวุธ หรืออุปกรณ์ต่างๆ นี่เรียกได้เป็นหนึ่งในความท้าทายใหม่ ที่ทำให้เราต้องบริการจัดการทรัพยากรณ์มากขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มความตรึงเครียดให้กับเรามากพอสมควรทีเดียว
โดยส่วนใหญ่ Metro Exodus ไม่ได้ดำเนินเรื่องราวผ่านเรื่องเหนือธรรมชาติเหมือนในอดีต และตัวเกมก็เริ่มที่จะหยิบยกประเด็นด่นจิตวิทยาของมนุษย์ หลังโลกล่มสลายขึ้นมาเล่นแทน ตามปกติมันจะเกิดลัทธิบางอย่างขึ้นในหมู่ผู้คน เพื่อใช้มันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวแทนเทคโนโลยีที่หายไป โดยกลุ่มผู้อพยพในเกมเกมนี้ใช้มันเป็นการวางรากฐาน สำหรับปฎิสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร และการเอาชีวิตรอดที่เราต้องอดทน เรื่องราวเหล่านี้กระจายเข้าสู่ Artyom ในด้านความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และมันยังใส่เหตุผลของการเสียสละ เพื่อคนที่เรารัก หรือที่เราอยากปกป้องเข้ามาอีกด้วย

โดยส่วนที่ดีที่สุดของเนื้อเรื่อง หรือเรื่องราวภายในเกม จะอยู่ในบทระหว่างที่เราออกไปนั่งชิวๆ บน Aurora หรือรถไฟของเรา ที่นี่เราสามารถปรับคลื่นวิทยุเพื่อดักฟังสัญญาณ ฟังเพลงหวานๆ แต่ที่สำคัญเลย มันจะเผยบุคลิกด้านที่ดีของแต่ละตัวละครออกมา เราจะเจอบทสนทนาที่น่าประทับใจ มันทำให้เรารู้สึกว่าอยู่นอกสถานที่จริงๆ และมีความเป็นธรรมชาติด้านการสื่อสารที่น่าสนใจ และมีสเน่ห์ Anna จะเล่าความฝันของเธอ ระหว่างเราในขณะที่เธอวางหัวบนตักเรา ความมุ่งมั่นของ Damir ต่อเชื้อชาติของเขา และสิ่งที่ยังหลงเหลือออยู่ในบ้านเกิด Stepan กลับยกีตาร์อะคูสติก และ Miller ผู้นำผู้แข็งกระด้าง โชว์ความรักที่เหนียวแน่นของความเป็นพ่อ ที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีให้แก่เรา และ Anna ลูกสาวของเขา ตัวละครเหล่านี้ เป็นเพียงไม่กี่ตัวละครเท่านั้น ที่บรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวด้านดีๆ ใน Metro Exodus ออกมา

ระบบคุณธรรมของตัวเกมกลับมาอีกครั้งในภาคนี้ ซึ่งมันจะตัดสินการกระทำของเราอย่างละเอียด โดยที่ไม่เปิดเผยด้วยว่าเราได้กระทำอะไรไปบ้าง และที่สำคัญคือ มันไม่ได้ตัดสินเราจากการกระทำอันรุนแรง หรือป่าเถื่อน ขอแค่เราไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์เท่านั้น ซึ่งการกระทำของเราจะส่งผลให้เจอกับเหตุการณ์บางอย่างแน่นอน แต่จะในตอนไหน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ปัญหา หรือบัคด้านเทคนิคของตัวเกมปรากฎออกมาให้เห็นอยู่มากพอสมควร และนั่นทำให้เกิดบาดแผลของตัวเกมขึ้น แต่แน่นอนว่าตัวเกมมีแรงดึงดูดที่ลบล้างบาดแผลนี้ออกไปได้ทั้งหมด Metro Exodus เป็นภาคที่เปิดกว้างด้านการเล่นมากขึ้น มันไม่เหมือนเกมเดินในอุโมงค์แบบภาคก่อนๆ โดยมีเรื่องราว หรือความเชื่อส่วนตัวเป็นแรงผลักดันสูงสุดในการเล่นของเรา แมปกึ่ง Open World ยังคงทำออกมาได้ไม่สมบูรณ์ แต่เสน่ห์ และความตรึงเครียดของตัวเกมยังคงใส่เข้ามาอย่างเต็มที่เช่นเคย