Resident Evil Requiem คือภาคหลักลำดับที่ 9 ของซีรีส์ ที่ “ไม่พยายามผสม” สยองขวัญกับแอ็กชันให้เป็นเนื้อเดียวแบบฝืนๆ แต่เลือก “แยกให้ชัด” ไปเลย—ครึ่งหนึ่งเป็นโหมดสยองเอาตัวรอดแบบกดดันช้าๆ และอีกครึ่งเป็นแอ็กชันเดือดแบบเอาชีวิตรอดท่ามกลางความชุลมุน แล้วค่อยสลับเล่าแบบคู่ขนานให้สองเส้นเรื่องมาบรรจบกัน จุดแข็งคือ Capcom ทำ “สองรส” ได้ดีมากทั้งคู่ แต่จุดอ่อนคือเกมพึ่งพาความทรงจำ/ความสำเร็จเก่าๆ สูงจนบางช่วงให้ความรู้สึกเหมือน “เล่นฮิตติดชาร์ตของวงเดิม” มากกว่าการพาไปเจอไอเดียใหม่
[อ่านต่อ]
Nioh 3 คือการกลับมาของ Team Ninja ที่ “อัปเกรดสูตรเดิมให้โหด มัน และลื่นกว่าเดิม” โดยยังคงแก่นแบบโซลส์ไลก์ (ตายแล้วเสียทรัพยากร, ด่านมีทางลัด, ความยากจัด) แต่ชูจุดขายที่ซีรีส์ถนัดอย่าง คอมแบตความเร็วสูง + การสลับท่าต่อคอมโบ พร้อมเพิ่ม 2 สไตล์การต่อสู้ “Samurai” และ “Ninja” ที่สลับได้ทันที และปรับโครงสร้างเป็น “open field” ให้สำรวจและหากิจกรรมได้มากขึ้น ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้นโดยไม่ลดความท้าทาย
[อ่านต่อ]
Dragon Quest VII: Reimagined คือเวอร์ชัน “รีอิมเมจิ้น” ของภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาวและจังหวะที่ช้าในอดีต แต่รอบนี้ถูก “ปรับให้ทันสมัย” มากขึ้น ทั้งงานภาพแบบ 3D ที่ถอดลายเส้นของ Akira Toriyama ออกมาในสไตล์เหมือนโมเดล/มาคเก็ตสวยๆ และชุดฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่ทำให้การเล่นลื่นขึ้นอย่างชัดเจน
[อ่านต่อ]
Reanimal คือเกมผจญภัย-สยองขวัญแบบแพลตฟอร์ม/พัซเซิลจาก Tarsier Studios (ทีมผู้สร้าง Little Nightmares ภาคแรกๆ) ที่พาผู้เล่นไปเจอโลกหม่นๆ โหดๆ และเล่าเรื่องแบบ “เศษเสี้ยวให้ไปปะติดปะต่อเอง” โดยรอบนี้ชู การเล่นแบบ Co-op เป็นแกนหลักของประสบการณ์ (เล่นคนเดียวได้ แต่จะมี AI เป็นคู่หู)
[อ่านต่อ]
Call of Duty: Black Ops 7 ภาคใหม่จากซีรีส์ Black Ops ของ Treyarch & Raven ขยายสเกล “ความบ้าคลั่งเชิงจิตวิทยา” ยิ่งกว่าเดิม ทั้งโหมดแคมเปญแบบเล่นเดี่ยวหรือโคออป 4 คน มัลติเพลเยอร์ที่หันกลับไปใช้ระบบจับคูแบบ “คลาสสิก”
[อ่านต่อ]