- แพลตฟอร์ม : Switch
- คะแนน : 7/10 (Good)
ถือเป็นเกมที่ 2 ของค่าย Dusk trilogy แล้ว สำหรับเกม Atelier Escha and Logy: Alchemists of the Dusk Sky DX ซึ่งยังคงเป็นเกมที่อยู่ในจักรวาลเดียวกับ Atelier Ayesha และมีตัวละครเก่าๆ บางตัวที่จะโผล่ออกมาในภาคนี้ ในช่วงต้นของเกมจะมีการเปิดตัวด้วยบทสนทนาทางการเมือง และกฎของตัวเกมที่ยืดเยื้อ มันเป็นการเปิดตัวอย่างช้าๆ จากปัญหาของตัวละครอย่าง Escha และ Logy ที่ได้รับการว่าจ้างให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกวิจัย และพัฒนาสำหรับเมือง Colseit ศูนย์กลางของชุมชนเล็กๆ พวกเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุของรัฐบาลที่อ่อนแอ และมีงบประมาณต่ำ พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองในหน้าที่หากหวังที่จะยังอยากรักษาตำแหน่งของพวกเขาเอาไว้ และที่สำคัญกว่านั้นคือการยกระดับแผนกวิจัย และพัฒนา จะเกิดขึ้นจากความพยายามในการต่อสู้กับภัยคุกคามที่แท้จริง

นี่คือการกลับมาของคู่หูนักเวทที่คอยควบคุมการดำเนินงานทุกงานของแผนกวิจัยและพัฒนา แม้จะมีบทบาทน้อย แต่ก็นับว่ามีบทบาทสำคัญกับเนื้อเรื่องหลักของตัวเกม นอกเหนือจากบทสนทนายาวเหยียดที่เราจะได้พบเจอในตัวเกมแล้ว ยังมีกระบวนการเล่น หรือขั้นตอนการเล่นที่ถูกยัดเยียดเข้ามาเสริม ในการเล่นแร่แปรธาตุที่เป็นเอกลักษณ์นี้อีกด้วย
โชคดีที่ตัวเกมมีอนิเมชั่นที่ดี ทำให้ Atelier Escha และ Logy ผสานคู่กันได้อย่างลงตัว และการนำระบบพอยน์เตอร์จาก Atelier Ayesha มา เปิดโอกาสให้เราได้เล่นเป็นตัวละครใหม่ๆ ในตัวเกมมีเวลาในการเล่นจำกัดเหมือนกับตัวเกมภาคก่อนๆ โดยในตัวเกมภาคนี้กำหนดไว้ว่าเราจะต้องจบภารกิจที่มอบหมายไว้ให้ใน 4 เดือน และตราบใดที่เราสามารถจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว เราจะได้รับเวลาว่างที่มากพอ ที่เราจะได้ไปค้นหาวัสดุ และทำเควสย่อยต่างๆ หรืออะไรก็ตามที่เราจำเป็นต้องทำก่อนที่จะส่งเควสต์หลักสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เพื่ออัพเลเวล และรับค่าจ้างที่มากกว่าเดิม

สำหรับระบบการเล่นแร่แปรธาตุซึ่งเป็นแก่นหลักของตัวเกม ค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ระดับของความซับซ้อนจะถูกเพิ่มขึ้น เมื่อตัวละครของเรามีเลเวลที่สูงขึ้น เพิ่มอิสระให้กับการวิธีผสมส่วนผสม และจับคู่เพื่อสร้างระเบิด เกลือ และยาพิษต่างๆ ที่เราต้องใช้ในการต่อสู้มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวละครที่เราเลือกใช้บางตัวยังมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน Escha จะมุ่งเน้นไปที่การเล่นแร่แปรธาตุตามปกติที่เราคุ้นเคยเล่น ในขณะที่ Logy จะใช้การประดิษฐ์ที่แตกต่างของเขาเพื่อสร้างอุปกรณ์ในการต่อสู้ และอุปกรณ์ป้องกัน
การเลือกเล่นเป็น Escha หรือ Logy ไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินเนื้องเรื่องหลัก นอกเหนือจากตอนจบ คัตซีน และบทสนทนาจะแตกต่างกัน ไม่ว่าเราจะเลือกเล่นแบบไหน เราก็จะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการส่งรายงานงานที่สมบูรณ์ไปยังแผนก R&D และรับคำสั่งจากฝ่ายธุรการ กล่าวได้ว่าการเลือกตัวเอกของเราจะทำให้สูตร Atelier ตามปกติแตกต่าง และเพิ่มระดับที่ดีในการทำเควสต์ซ้ำๆ เดิม
นอกเหนือจากการเล่นแร่แปรธาตุที่ได้อัปเกรดขึ้นมาใหม่แล้ว ระบบการต่อสู้ของตัวเกม ก็ได้มีการอัปเกรดให้ดีขึ้น โดยได้ทำการเพิ่มความเร็วในการเล่น พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพิ่มเข้ามา เราจะรู้สึกเหมือนกับกำลังสร้างบ้าน เพราะเกจซัพพอร์ตของเรา และการใช้ไอเท็มที่สร้างขึ้นก่อนการต่อสู้ จะใช้การควบคุมในลักษณะเดียวกัน แต่ตอนนี้ด้วยทีมที่มีสมาชิกมากถึง 6 คนในการต่อสู้ เราสามารถสแต็คเกจสนับสนุนได้มากพอ และปลดล็อคท่าไม้ตายที่พลังทำลายล้างสูงออกมาได้
ในการต่อสู้ เราสามารถเคลื่อนที่ไปมา เพื่อหาช่องทางในการโจมตีต่างๆ และทำการโจมตีแบบคริติคอลเหมือนกับตัวเกมในภาคก่อนๆ ได้ Ayesha มีระบบมีระบบที่ค่อนข้างเป็นพื้นฐาน มันทำงานได้ดี และไหลลื่น มีระบบการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม และท่าการต่อสู้ก็สามารถทำออกมาได้ดี การอัปเกรดยังมาในรูปแบบของการ์ดบิงโก ซึ่งมีการกรอกข้อมูลงานประจำไตรมาสของเรา และมีตราประทับสไตล์แบบ Monster Hunter สำหรับใช้ยืนยันความสำเร็จ เมื่อเคลียเควสเสร็จแล้ว เราจะได้รับโบนัสจากเควสที่ทำ ซึ่งการทำเควสต์ใน Atelier Ayesha ค่อนข้างเพิ่มความสนุก และเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าติดตามเข้ามา

นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านเวลาที่ง่ายยิ่งขึ้นแล้ว การอัพเกรดด้านระบบการเล่นแร่แปรธาตุ และระบบการต่อสู้ สิ่งที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่จะเหมือนกับภาคก่อนๆ การสำรวจโลกของตัวเกม จะมาในรูปแบบของแผนที่ แม้ว่าจะมีการแก้ไขใหม่ พื้นที่ที่เราจะไปเพื่อรวบรวมทรัพยากร และต่อสู้กับสัตว์ประหลาด ก็ยังคงมีขนาดที่เล็ก มีช่องเก็บของเล็กๆ ในตัว พร้อมจุดพื้นที่หาของ และศัตรูเพื่อทดสอบความกล้าของเรา ผู้ที่ใฝ่ฝันว่า JRPG ตัวนี้จะลึกล้ำหรือมีการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ก็อาจจะต้องผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ JRPG ที่มีเนื้อเรื่องอ่อนโยน และรักในการเล่นแร่แปรธาตุที่ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ และแก่นหลักของเกมเกมนี้ นี่ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยตอนจบที่แตกต่างกันทั้งหมด 11 แบบ ตัวละครเอกทั้งสองคนที่มีความสามารถต่างกัน เหมาะกับการหยิบมาเล่นใน Nintendo Switch รูปแบบพกพาเล่นได้อย่างดีเยี่ยม
และในแง่ของประสิทธิภาพ นี่ถือเป็นอีกพอร์ตที่ดี เราจะไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ ตัวเกมมีการออกแบบตัวละครที่ยอดเยี่ยม ดนตรี่ไพเราะ และการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้งหมดถูกปรับแต่งมาให้เข้ากับคุณภาพของออปชั่นที่เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคฉบับ DX