ปี 2006 เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดูน่าสนใจสำหรับซีรีส์ Final Fantasy เมื่อค่าย Square ได้กลับมาทำเกมซีรีส์นี้แบบ Offline อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าได้ปล่อย MMO อย่าง Final Fantasy XI ออกไป โดย Final Fantasy XII ใช้เวลานานกว่า 5 ปีสำหรับการพัฒนา และมันก็ใช้ต้นทุนไปจำนวนมาก จนไดเร็คเตอร์อย่าง Yasumi Matsuno ต้องลาออก แต่โชคดีที่ตัวเกมก็ยังได้คุณภาพที่สม่ำเสมอเหมือนกับตัวเกมในภาคก่อนๆ ถึงแม้มันจะไม่ดีที่สุด แต่มันก็ไม่ได้แย่ที่สุด ที่สำคัญหลังจากนั้น ทางค่าย Square ก็ได้อัปเดทตัวเกมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนเป็น Final Fantasy XII: The Zodiac Age
เรื่องราวใน Final Fantasy XII: The Zodiac Age ใช้เหล่าตัวละครที่เป็นศูนย์กลางน้อยลงสำหรับการเล่าเรื่อง การกระทำของเราส่งผลต่อขอบเขตของพล็อตเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้การเชื่อมโยงเรื่องราวน้อยกว่าตัวเกมในภาคก่อนๆ เรื่องราวในตัวเกมคล้ายๆ กับซีรีส์ Fire Emblem เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุบายทางการเมืองทีอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างมหาอำนาจระดับชาติ ในดินแดนแห่ง Ivalice โดยมีสองประเทศมหาอำนาจ Archadia และ Rozzaria กำลังห้ำหั่นกัน จนทำให้อาณาจักรเล็กๆ อย่าง Dalmasca ต้องหยุดนิ่ง ตัวเกมจะมีช่วงเกริ่นเรื่องราวอันยาวเหยียด ก่อนจะส่งต่อไปยังตัวเอกของเกมอย่าง Vaan หัวขโมยวัยรุ่นที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นสุดยอดโจรสลัดบนท้องฟ้า Vaan มีการใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือน Robin Hood แต่ด้วยความชั่วของเขา ทำให้ Vaan ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับ Ashe เจ้าหญิงแห่ง Dalmasca ผู้มีเป้าหมายที่ไม่อยากให้ Dalmasca รวมเข้ากับ Archadian
Final Fantasy XII: The Zodiac Age มันไม่ได้ทำอะไรใหม่มากนักเพื่อให้เราประทับใจ แต่มันทำเพิ่มให้เราพึงพอใจมากกว่า โดยสิ่งเหล่านี้ยังรวมไปถึงกราฟฟิกของตัวเกม ที่คมชัด และสวยมากขึ้นกว่าในยุค PS2 โดยบน Switch ตัวเกมทำงานได้ดีทั้งบนโหมด TV หรือ Handheld โดยทั้งนี้ทั้งนั้น Final Fantasy XII: The Zodiac Age เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักพัฒนา ที่ต้องการจะปรับปรุงเกมเก่าๆ ให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าตัวเกมจะดูตกยุคไปแล้ว และเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างน่าผิดหวังไปหน่อย แต่ด้วยระบบ Gambit มันสามารถดูดเวลาเราไปได้อย่างง่ายดายแบบไม่น่าเชื่อเลยเชียวละ