เราเคยสัมผัสกันไปแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าสุดสำหรับเกม Final Fantasy ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการอัปเกรด Pixel Remaster บนระบบนินเทนโด ในช่วงที่วางจำหน่ายระหว่างปี 1987 ถึง 1990 ในญี่ปุ่น ช่วงนั้นยังไม่มีเกมไหนที่เล่าเรื่องราวมหากาพย์อันน่าสนใจที่เต็มไปด้วยวายร้ายและตัวเอกที่เห็นอกเห็นใจ จนทำให้ซีรี่ส์นี้กลายเป็นที่รู้จักในภายหลัง แต่ในทางกลับกันเกมนี้ก็อยู่ในยุคเดียวกับ JRPG ยุคแรกๆ ที่ส่วนใหญ่จะออกเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา เช่นการเอาชนะตัวร้ายอย่าง Djinn หรือสังหารอสูรร้ายที่คุกคามโลกในขณะที่ค่อยๆ เปิดเผยเบื้องหลังของ Big Bad ที่ทำให้โลกนี้กลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว
อย่างที่ทราบการ Remasters เหล่านี้ไม่มีเนื้อหาเพิ่มเติมจากเวอร์ชั่นอื่น เช่น ดันเจี้ยนพิเศษจาก Final Fantasy I & II: Dawn of Souls ซึ่งทำให้ทั้ง 2 เวอร์ชั่นดั้งเดิมมีความรู้สึกว่ายังไม่สมบูรณ์ดี
Dragoon นั้นกระโดดไปอยู่กับซุปเปอร์นินเทนโด คุณสามารถพบกับตัวเอกที่มีความเห็นใจผู้อื่นและตัวร้ายที่น่าสนใจในซีรี่ส์นี้ ใน Final Fantasy IV เป็นการติดตาม Cecil the Dark Knight ที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิด ขณะที่ออกผจญภัยเพื่อหยุดยั้งพ่อมด Golbez เป็นการบุกเบิกการเล่าเรื่องที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นใน JRPG แม้เกมนี้จะมีอายุมากกว่า 30 ปี แต่ ภาค IV ก็ทำให้เราหลงไหลในการเล่าเรื่องราวอีกครั้ง เราอยากจะกลับไปสู่การเดินทางที่ซับซ้อนของ Cecil ด้วยตัวละครสิบสองตัว เกมที่สี่ทิ้งระบบงานที่เราชื่นชอบมากจากภาค III เพื่อสนับสนุนความเข้ากันเอาไว้ อย่างไรก็ดี มันถูกชดเชยด้วยการแนะนำระบบ Active Time Battle ทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีส่วนร่วมมากขึ้น ในบรรดาเกมทั้งหมดในคอลเลกชัน Final Fantasy IV ได้รับการพอร์ตและรีเมคมากที่สุด แถมยังได้รับการรีเมค DS อย่าง III อีก แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เห็นว่าเกมในปี 1991 สามารถยืนหยัดต่อกาลเวลาได้ดีเพียงใด
Final Fantasy V นำเรื่องราวย้อนกลับไปด้วยการผจญภัยของ Bartz, Lenna, Galuf และอีกมากมาย ในขณะที่พวกเขาเร่งรีบปกป้องคริสตัลธาตุจาก Exdeath พ่อมดผู้ชั่วร้าย ใน 3 อันดับของซุปเปอร์นินเทนโด ภาค V เป็นภาคที่แย่ที่สุดเนื่องจากภาคที่ IV เป็นภาคที่ดีที่สุด ด้วยการขยายการทำงานจากภาคที่ III และ การผสมผสานความสามารถเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้เล่นมีอิสระมากยิ่งขึ้น แต่เพลงประกอบกลับทำให้ความรู้สึกสนุกของเกมภาคนี้น้อยกว่าเกมอื่นๆ มันไม่ทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไหลจนหวนนึกถึงอดีตอย่างที่คาดไว้ ถ้าเราไม่มี GIL เพื่อใช้ซื้อของต่างๆในเกม เกม Final Fantasy Vคงเป็นเกมที่ถูกทิ้งไว้บนชั้นวางในร้านค้า
ปิดท้ายด้วยมงกุฎเพชรของคอลเล็กชั่นนี้ Final Fantasy VI กลับสู่รูปแบบการเล่าเรื่องได้อย่างถูกจุด เมื่อซีรีส์พบความก้าวหน้าอย่างแท้จริง เป็นประสบการณ์ที่ต้องเล่นสำหรับแฟน ๆ JRPG และ Pixel Remaster เช่นกัน Final Fantasy ภาคที่หกมีตัวละครมากมายที่เต็มไปด้วยบุคลิกที่แตกต่างกัน เราจะมีจุดอ่อนเสมอสำหรับ Terra ที่เป็นตัวเอกหญิงคนแรกที่ได้รับการแนะนำในซีรีส์นี้ ยิ่งไปกว่านั้น การเล่าเรื่องแบบแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาซึ่งใช้สุนทรียภาพแบบสตีมพังค์ ยังมีตัวร้ายที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เกมอีกด้วย นั่นคือ Kefka ตัวตลกที่บ้าคลั่ง สำหรับภาค VI ถือว่าก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างมากในแง่ของบทสนทนา การเล่าเรื่อง และภาพยนตร์เพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมา นับเป็นผลงานที่น่าประทับใจในเกือบสามทศวรรษต่อมา
การรีมาสเตอร์ทั้ง 6 ภาคนี้ขึ้นมาใหม่ ได้มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับประวัติศาสตร์ของ Final Fantasy แม้ว่าทั้งหมดนี้จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกัน แต่สำหรับ Final Fantasy IV และ VI นั้นเป็นความงดงามท่ามกลางกาลเวลาและยังคงเป็นการผจญภัยที่ขับเคลื่อนด้วยการเล่าเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม ในขณะที่คนอื่น ๆ อาจรู้สึกล้าสมัยกว่าเล็กน้อย แม้ว่าจะมีการปรับปรุงคุณภาพเกมก็ตาม สำหรับแฟนพันธุ์แท้ระบบเก่าอาจไม่ถูกใจที่มีการนำสมดุลใหม่เข้ามาใช้ในภาครีมาสเตอร์นี้ หากคุณไม่มีเทปหรือทีวีแสนโบราณเพื่อเชื่อมต่อ หรือ ไม่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในดันเจี้ยนเวอร์ชั้นใหม่ คุณคงต้องลำบากใจสักหน่อยในการหาวิธีการอื่นเพื่อเล่นเกม JRPG ที่ดีที่สุดที่เคยมีมา