- แพลตฟอร์ม : PS4
- คะแนน : 5/10 (MEDIOCRE)
Medal of Honor: Above And Beyond เกมซีรีส์ Medal of Honor ที่กลับมาในรูปแบบของ VR กับการหยิบยกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงมานำเสนอ ในภาคนี้ ได้ย้อนกลับไปในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
ภารกิจหลักของเกมภาคนี้ มีให้เล่นหลักๆ 6 ภารกิจ ซึ่งแต่ละด่านนั้น สั้นมาก จะเป็นแบบให้เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเพื่อผ่านด่าน ในระหว่างทางเราก็จะเจอกับศัตรูที่ดาหน้าเข้ามา ให้เราใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ จากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จัดการกับเหล่าทหารนาซี ซึ่งในเกมจะมีทั้งการเดินเท้า หรือการตามหลังรถถัง
ในการนำเสนอบางฉากอาจจะทำให้เกิดอาการ Motion Sickness ได้ เช่นการที่เราต้องอยู่หลังรถที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ตัวเราต้องยิงศัตรูข้างหลังรถ ซึ่งตัวเกมก็ได้มี Option การปรับที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึก Motion Sickness น้อยลงได้ เช่นปรับการมองเห็นและการหมุนกล้องตอนวิ่ง ทำให้เราเล่นเนื้อเรื่องต่อไปได้โดยไม่มึนมาก ซึ่งมันค่อนข้างช่วยให้เราเล่นเกมได้จนจบ เพราะการเล่นเกม VR ทำให้บางทีร่างกายของเราเกิดอาการรับรู้ และตอบสนองไม่ปกติอย่างที่ควรจะเป็นเท่าที่ควร ซึ่งต้องเตรียมร่างกายและใจไว้ก่อนเล่นเกมแนวนี้เลย
การที่เราได้หยิบจับอาวุธ เช่นพวกปืนไรเฟิล M1-Garand ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนกับได้ยิงปืนจริงๆ การใช้พวกปืนลูกซองหรือพวกปืนสไนเปอ ก็ให้ความรู้สึกที่ดุดัน สะใจในการจัดการศัตรู แต่ตัวละครของเราก็ไม่ได้ทรงพลังขนาดที่จะเป็นจอห์นวิคขนาดนั้น แต่การได้ใช้ปืนต่างๆ หรือแอคชั่นการออกแบบการใช้ทำออกมาได้ดีและเราสนุกไปกับมัน เช่นเราใช้ปืนพวกลูกซองสั้น พอจดการศัตรูแล้วจะรีโหลด เราสามารถสะบัดคอนโทรลเลอร์ข้างขวาลง เพื่อรีโหลดกระสุนใส่แล้วก็สะบัดขึ้นเมื่อรีโหลดเสร็จ ซึ่งแต่ละปืนก็จะมีอนิเมชั่นการรีโหลดเป็นของตัวเอง
ในการเล่นผ่านภารกิจไปเรื่อย เราก็จะปลดล็อคพวกเอกสารต่างๆ ที่เล่าเรื่องราว และประวัติของเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองไว้ และจะมีเหมือนเป็นสารคดีเล็กๆ ที่สัมภาษณ์ทหารผ่านศึกที่เคยรบมาจริงๆ เหมือนคุณปู่มาเล่าเรื่องให้หลานๆ ฟัง ก็ดูได้เพลินและสนุกดี
ในด้านภารกิจหลัก การดำเนินเรื่องหลายครั้ง ตัวเกมจะบังคับให้เราต้องยืนหรือนั่งอยู่กับที่ เพื่อให้เรื่องราวรอบๆ ตัวดำเนินไป มีทหาร NPC เข้ามาคุยมาบอกเรื่องราวที่น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ บทพูดก็พื้นฐาน ตัวละครต่างๆ ไม่มีเสน่ห์ให้น่าจดจำ ส่วนใหญ่เรื่องราวของเกมจะไม่ได้มีตัวผู้เล่นเป็นศูนย์กลาง ทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นผู้ชม มากกว่าเป็นตัวหลัก ทำให้ขาดอารมณ์ร่วมของเกม
**ในบางฉาก ก็จะมีให้ผู้เล่นได้เลือกและมีส่วนร่วมบ้าง เช่นการยกนิ้วส่งสัญญาณว่าบุก หรือเข้าซุ่มโจมตีศัตรู แต่มันก็เป็นเพียงส่วนเล็กส่วนน้อยที่ไม่ทำให้เรารู้สึกประทับใจอะไรมาก แม้กระทั่งฉากพีคๆ ที่ตัวเกมพยายามนำเสนอก็ยังดูน่าเบื่อและไม่น่าสนใจอยู่ดี **
แต่ในด้าน Multiplayer ทุกอย่างคือการออกแอ็กชั่น การวิ่งไปรอบๆ เพื่อหาศัตรูและจัดการมันด้วยปืนในมือมันทำให้รู้สึกสนุกมาก โดยเฉพาะถ้าเราควบคุมตัวละครให้วิ่งดีๆ หรือเล็งปืนแม่นๆ ก็ยิ่งได้เปรียบ ซึ่งตัวเกมการเล่นก็กระชับฉับไวมาก มันต่างจากเกมแนวยิงปกติใน PC แต่นี่เราต้องออกท่าทางและควบคุมด้วยร่างกย ปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเราเอง แต่ตัวเกมตอนเราตาย ระยะเวลานับถอยหลังเกิดใหม่มันก็นานเสียเหลือเกินจนน่าหงุดหงิด
แม้ตัวเกมจะมีโหมดการเล่นแบบคุม Objective สุดท้ายผู้เล่นก็เลือกที่จะไล่ฆ่ากันจนมันกลายเป็นเพียง Death Match ทุกที แต่บางโหมดก็น่าสนใจอย่างเช่นโหมด Mad Bomber ที่เราจะต้องไปวางระเบิดของเรา และต้องกู้ระเบิดที่ฝ่ายตรงข้ามวางมา แต่สุดท้ายตัวเกมดันนับที่คะแนนฆ่า ทีมไหนฆ๋าเยอะกว่าก็ชนะไปซะอย่างนั้น ปัญหาอีกอย่างของเกมก็คือ จำนวนผู้เล่นที่น้อยมาก ตัวเกมจะแทนที่ผู้เล่นด้วย Bot ซึ่งมันเป็นเพียงแค่ Bot เมื่อเล่นไปสักพัก มันจึงไม่เกิดความท้าทายใหม่ๆ เหมือนกับการเล่นกับคนจริง
Medal of Honor: Above And Beyond เป็นเกมที่น่าผิดหวัง แม้ซีรีส์นี้จะพาเราย้อนกลับไปยังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง การควบคุมปืนที่ออกแบบมาได้ดี การควบคุมตัวละครไม่ยุ่งยาก แต่ฉากคัทซีนเนื้อเรื่องที่ต้องบังคับให้อยู่เฉยๆ ฟังบทสนทนาที่น่าเบื่อ ดูเรื่องราวที่ไม่น่าตื่นเต้น ด้านเนื้อเรื่องทำออกมาได้แย่ ด้านระบบ Multiplayer นั้นยังพอมีดี แต่ด้วยจำนวนคนเล่นที่น้อยเกินไปทำให้ไม่ค่อยน่าเล่น ในปัจจุบันก็มีเกมแนวสงครามโลกครั้งที่สองออกมาอย่างมากมาย และน่าเล่นกว่าเกมนี้เยอะ